4 หน่วยงานตีปี๊บปราบขบวนการ "ไอ้โม่ง" ลากไส้ปมคลังน้ำมันอ่างทอง พบใช้นอมินี พิรุธตั้งคนขับเป็นกรรมการบริษัท งัดหลักฐานเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้าน เร่งขยายผลฟอกเงินต่อเนื่อง “ดีเอสไอ” จ่อสรุปผลแจ้งข้อกล่าวหา 4 กรณีใหญ่ในมือ ลุยเอาผิด 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ขณะที่ "บิ๊กดีเอสไอ" ออกหน้ายังไม่พบกลุ่มนักการเมืองเกี่ยวข้อง "เอกนัฏ" ไล่เช็กบิลผู้ค้าน้ำมัน เล็งเรียกค่าเสียหายเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
เมื่อวันจันทร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน ร่วมแถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเอง มีการประวิงเวลาการจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ในข้อหาประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่ กรมธุรกิจพลังงานกำหนด มาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย ไม่ละเว้นผู้ใดเป็นอันขาด
ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัยระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต โดยในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ
“นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท” พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าว
พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวด้วยว่า เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิดกลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 23 เที่ยว ในข้อหาประวิงการจำหน่าย ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกลุ่มขนส่งในข้อหาใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้ร่วมตรวจสอบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันบางราย ซึ่งเข้าข่ายมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน โดยดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการใน 4 กรณีสำคัญ ประกอบด้วย คดีกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีปลอมปนน้ำมันและขยายผลหาผู้บงการ คดีตรวจสอบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ และการเข้าตรวจค้นสถานประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 7 จุด สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี คาดว่าอีกประมาณ 10 วันจะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้
“ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่ จ.อ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียงตัวแทนอำพรางหรือนอมินี” อธิบดีดีเอสไอระบุ
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวอีกว่า ดีเอสไอยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 59 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป
พ.ต.ต.ยุทธนาระบุด้วยว่า วันนี้เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความเอาผิดกับ 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมี ปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
ด้านนายเอกนัฏเปิดเผยว่า เดิมทีเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและชดเชยราคาน้ำมัน ให้ประชาชนสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาที่เหมาะสม แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า มีกลุ่มผู้ค้าน้ำมันบางรายนำส่วนต่างจากการอุดหนุนไปใช้เพื่อกักตุนและเก็งกำไร แทนที่จะกระจายน้ำมันออกสู่ตลาดตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐอย่างเต็มที่
“กระทรวงพลังงานจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย กรณีพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งข้อมูลให้ดีเอสไอดำเนินคดีแล้ว 166 รายการ ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยังประสานข้อมูลเพิ่มเติมพบความผิดอีก 662 กรณี เกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันและการขนส่งทางบก ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมรวบรวมข้อมูลผู้ค้าน้ำมัน และผู้ประกอบการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนหรือประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมัน เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายคืนเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” นายเอกนัฏระบุ
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กรรมการของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง คือนายอุดม ดารุณิกรณ์ แต่แท้จริงแล้วกลับมีสถานะเป็นเพียงคนขับรถบรรทุกของบริษัทขนส่งน้ำมัน ชื่อบริษัท แม็กซ์ ออโต้ ทรานสปอร์ต และในทางกลับกันกรรมการของบริษัท แม็กซ์ ออโต้ ทรานสปอร์ต กลับมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคลังให้กับบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จ.อ่างทอง พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการใช้นอมินีเพื่อปกปิดตัวตนของนายทุนที่แท้จริง
ทำให้ระหว่างนี้คณะพนักงานสืบสวนต้องขยายผลเส้นทางการเงิน 200 บัญชี มุ่งเป้าไปที่นายทุนการเมือง เพื่อตรวจสอบว่ารายรับรายจ่ายทั้งหมดถูกโอนต่อไปยังบุคคลใด ใครคือผู้รับผลประโยชน์ และต้องเรียกสอบปากคำพยานสำคัญที่รู้ข้อมูลการถือหุ้นและการเป็นกรรมการบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง เพื่อจะได้ใช้ตรวจสอบเรื่องการถือหุ้นของบริษัท.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่หวั่นศาลสั่งแจงพรก.กู้เงินใน7วัน
ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สั่ง ครม.แจงใน 7 วัน
รฟท.วัวหายล้อมคอก เล็งปิดหัวลำโพงตรวจเข้มยาเสพติด/ให้ประกันคนขับ-โบกธง
“อนุทิน” ไฟเขียวตัวเลขเยียวยาไม่ต้องมาขออนุมัติ “พิพัฒน์” แจงเสียชีวิตได้รายละ 2.39 ล้านบาท
ผุดคตท.ต้านโกง ถก10หน่วยงาน จี้เก็บภาษี‘แม้ว’
"ปกรณ์" นำ กกร.แถลงแจงปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์โพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต
ภท.ชงร่างแก้ไขรธน.20พค.
"สว.นรเศรษฐ์" ยกประชามติ 21 ล้านเสียงทวงรัฐบาลเดินหน้าแก้ รธน.
ชัชชาติลั่นชิงผู้ว่าฯสมัยสอง
“ชัชชาติ” ประกาศลาออกผู้ว่าฯ กทม. 18 พ.ค. ก่อนบินไปร่วมงานปริญญาลูกชาย
นักวิชาการหนุน รัฐบาลถกเจ้าสัว สอดรับโลกป่วน!
“รัชดา” ย้ำ “อนุทิน” สั่งนำผลรับฟังเจ้าสัวเข้า ครม. หวังเคาะผลให้เป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือน

