ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน

“อนุทิน” ไม่สบายใจเสียงติติงหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้มสั่งขยายเวลาอุทธรณ์ ยึดหลักเป็นธรรม พร้อมโยนกลองให้ “เอกนิติ” แจง ขุนคลังย้ำต้องการช่วยเหลือคนลำบากจริง โวพบรายใหม่กว่า 2.3 ล้านคน  เตรียมฟันพวกทุนเทาและมิจฉาชีพที่เอาชื่อชาวบ้านไปเล่นหุ้น-ตั้งบริษัท “ศธ.” โอดทำเด็ก สกร.กระทบนับแสน “พม.” งงเสนอไป 1 ล้านเจอตัดเหลือ 2 แสนราย “ชาวบ้าน” โวยให้สิทธิคนอยากจนแต่คนจนไม่ได้

เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ถึงปัญหาหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

ภายหลังการประชุม เมื่อพยายามสอบถามเรื่องดังกล่าว นายอนุทินหันมาตอบเพียง “หนีห่าว” (สวัสดี) และ “หว่อ ซาง ฮาว” (สวัสดีตอนเช้า)

ในเวลา 12.15 น. นายอนุทินยังปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า ให้รอถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง

ต่อมาในการประชุมพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทินยังคงบอกว่าให้ไปถามนายเอกนิติ  และเมื่อผู้สื่อเมื่อข่าวถามว่าในที่ประชุม ครม.ได้กำชับเรื่องการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการอย่างไรบ้าง นายอนุทินกล่าวสั้นๆ ว่า ความเป็นธรรม

ด้านนายเอกนิติเผยว่า อยู่ระหว่างประสานเพื่อนัดประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเพื่อหารือเรื่องการทบทวนเกณฑ์การคัดกรองผู้มีคุณสมบัติเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น หลังมีข้อทักท้วงเข้ามาค่อนข้างมาก โดยหลังจากได้ข้อสรุปก็จะเร่งเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาทันที

นายเอกนิติกล่าวว่า จากข้อทักท้วงต่างๆ ทำให้รัฐบาลรับทราบถึงปัญหาสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 เรื่องใหญ่คือ หลังมีการคัดกรองข้อมูลทำให้ทราบว่ามีประชาชนถูกหลอกจำนวนมาก ทั้งถูกหลอกนำชื่อมาเปิดบัญชีหลักทรัพย์ หลอกนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งต้องเร่งให้ความช่วยเหลือผ่านการทบทวนสิทธิอย่างถึงที่สุด ส่วนอีกเรื่องคือเร่งจัดการพวกทุนเทา คนที่หลอกเอาชื่อผู้มีรายได้น้อยไปนั่งเป็นกรรมการบริษัท หรือเปิดบัญชีหลักทรัพย์ให้ถึงที่สุดเช่นเดียวกัน

 “ยืนยันว่าหัวใจสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือรัฐบาลต้องการดูแลคนจนที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะโครงการในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ถือบัตรราว 13 ล้านคน ไม่ได้ทบทวนข้อมูลมานาน ครั้งนี้จึงถือเป็นการทบทวนข้อมูลใหม่ และทำให้รัฐบาลได้เจอตัวคนจนรายใหม่ที่อยู่นอกระบบ ซึ่งไม่เคยมีบัตรสวัสดิการเลยถึง 2.3 ล้านคน โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ อย่างดีที่สุด” นายเอกนิติกล่าว

สั่งดูแลชาวบ้านให้ดีที่สุด

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. โดยอยากให้ดูแลประชาชนดีที่สุด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชน จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่อุทธรณ์ ส่วนประชาชนคนไหนที่ไม่สามารถเดินทางมาอุทธรณ์ได้ด้วยตัวเอง ให้จัดเจ้าหน้าที่ไปสำรวจเพิ่มเติม  ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายกฯ ได้สั่งให้กรมการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกประชาชนเช่นเดียวกัน ให้ดูว่ากฎหมายข้อไหนที่ใช้อำนาจยกเว้น เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมขอตรวจสิทธิประชาชน หรือทะเบียนขาดต่อชำระเป็นเวลานาน การไปยกเลิกต้องไปจ่ายค่าธรรมเนียมภาษีย้อนหลัง ตรงนี้ต้องไปพิจารณาว่าจะยกเลิกอย่างไร เพราะเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จำเป็นต้องจัดระบบทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นข้อสั่งการนายกฯ ขณะที่กระทรวงการคลังขอชะลอการโยกรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 6 ล้านราย เพื่อไปรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การครอบครองรถ เพื่อนำข้อสั่งการของนายกฯ ไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติ

 “กระทรวงการคลังจะนำไปพิจารณาทบทวน  ช่วงนี้จึงขอประชาสัมพันธ์กับประชาชนว่าที่มีข่าวไทม์ไลน์การได้รับสิทธิต่างๆ ออกมา ขอให้รอฟังมติ ครม.ที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เพราะนายกฯ ได้สั่งการให้ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์” นายสิริพงศ์กล่าว

เมื่อถามว่าจะใช้ One Stop Service เพื่อไม่ให้ประชาชนเดินทางไปติดต่อหลายที่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า ปกติประชาชนไม่ต้องเดินทางก็ได้ใช้ทางธนาคารกรุงไทย และ ธ.ก.ส. รวมถึงกรมขนส่งทางบก ซึ่งสิ่งที่จะเพิ่มเติมใหม่คือการให้ไปติดต่อที่อำเภอ โดยอำเภอจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงตามหมู่บ้าน

นายสิริพงศ์กล่าวว่า คนที่ถูกตัดสิทธิไปแล้วให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนคนที่ยังไม่อุทธรณ์ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธิ์ เพราะมีการเลื่อนมติ ครม. ส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ  ที่ขอยกเว้นเกี่ยวกับการครอบครองรถ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่โยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการพิสูจน์สิทธิของแต่ละคน เป็นสิ่งที่จะต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีการดำเนินการในอดีต รัฐก็พยายามทุกทางในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก เอาข้อมูลเหล่านี้มาทำให้ถูกต้อง ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการโอน เช่น การโอนรถ หรือการโอนลอย อาจจะเป็นผลในทางที่ไม่ดีกับประชาชนในอนาคต เพราะทรัพย์สินไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่สิทธิยังเป็นชื่อเรา คนที่เอาไปทำผิด มีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวพันกับเรา จึงถือโอกาสนี้ในการจัดระบบ

เมื่อถามว่า นายกฯ กังวลหรือน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ นายสิริพงศ์กล่าวว่า เข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา  เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล ที่เรารู้อยู่แล้วว่าคนสมหวังย่อมดีใจ คนผิดหวังต้องตำหนิ เป็นเรื่องธรรมดาในการขึ้นทะเบียนทุกครั้ง คำถามคือ 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่มีการลงทะเบียนใหม่เลย คนควรมีโอกาสรับสิทธิเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน อาจจะมีประชาชนบางคนที่ยากจนจริง แต่หลุดออกไปเพราะหลักเกณฑ์เก่า ขณะที่วันนี้หากดูจากโลกโซเชียลจะเห็นว่า มีบางคนที่ดูแล้วร่ำรวย แต่ในอดีตที่ผ่านมาเขาก็ได้รับสิทธิ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้ ดังนั้นนายกฯ ไม่ได้น้อยใจ รัฐบาลทำสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ  ใช้ดุลพินิจน้อยมาก โดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจของผู้นำชุมชน เพียงแต่หลักเกณฑ์ต่างๆ เมื่อมาถึงการปฏิบัติ หากข้อไหนที่แข็งไปเราก็ปรับ

รับนายกฯ ไม่สบายใจ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า นายกฯ ไม่สบายใจหลังประกาศผลการตรวจคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 2569 ไปแล้ว แต่มีเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เป็นผู้เดือดร้อนจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านการคัดกรอง ทั้งที่ยังเป็นผู้ที่เดือดร้อนและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากโครงการ โดยนายกฯ ย้ำในที่ประชุมว่าเรื่องนี้ต้องนำไปทบทวนอย่างเร่งด่วน คนที่เดือดร้อนและต้องการทำเรื่องอุทธรณ์ ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายที่จะต้องวิ่งเข้าหารัฐ หรือรอการอุทธรณ์ แต่ต้องให้หน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน ลงพื้นที่ค้นหา รับฟัง และแก้ปัญหาเชิงรุก เพื่อไม่ให้ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือต้องหลุดจากระบบ

น.ส.รัชดากล่าวว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งสำรวจผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรอง แต่ยังมีเหตุอันควรได้รับความช่วยเหลือ และส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว, กรมการขนส่งทางบก เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนรถให้เป็นปัจจุบัน พร้อมลดภาระประชาชนในการจำหน่ายทะเบียนหรือยกเลิกทะเบียนรถที่หมดสภาพ และเร่งเสนอแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรค และกระทรวงการคลัง เร่งทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนในปัจจุบัน ตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่อาจทำให้ผู้สมควรได้รับสิทธิหลุดจากระบบ และเสนอแนวทางปรับปรุงต่อ ครม.โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และ น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  แถลงข่าวภายหลังการหารือถึงการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในสัดส่วนของนักเรียนนักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่า นักศึกษาที่อายุ 18 ปีที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบมีทั้งหมด 270,000 คน แต่ตัวเลขที่ลงทะเบียนและได้รับผลกระทบมีประมาณ 53,000 คน ซึ่ง สกร.เปิดโอกาสให้อุทธรณ์จนถึงวันที่ 31 ก.ค. คาดว่าจะมี 1 แสนคนที่ยื่นอุทธรณ์ คิดเป็น 60-70% ของยอดนักศึกษาที่มีอยู่ 

นายอัครนันท์ ในฐานะกำกับดูแล สกร. กล่าวว่า สกร.จะช่วยอุทธรณ์รายชื่อที่ยื่นมาทั้งหมดเพื่อให้ไม่ต้องลาออกจากการเรียน

ส่วน นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ในส่วนที่ พม.ดูแลได้รายชื่อสำรวจไป 1,000,000 คน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 200,000 คน ซึ่งต้องตรวจสอบว่าทำไมถึงมีการตกหล่น โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และรอรายละเอียดจากที่ประชุม ครม.ว่าจะชัดเจนในการบริหารจัดการอย่างไร

สำหรับบรรยากาศในต่างจังหวัดนั้น ที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น ถนนกลางเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น มีประชาชนจำนวนมากมาทำการยื่นอุทธรณ์จนคิวแน่นยาวตั้งแต่ช่วงเช้า ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาช่วยจัดระเบียบและกำหนดคิวให้เป็นไปตามขั้นตอนของการตรวจสอบ

นายสำรวย ถนอมพล อายุ 72 ปี อยู่ ต.ท่าพระ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ถ้าคนจนจริงก็ควรถูกช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะให้การช่วยเดือนละ 300 บาท ถือว่าช่วยได้เยอะ รัฐบาลไม่ต้องปรับวงเงินขึ้นเยอะกว่านี้ก็ได้ แต่อยากให้ช่วยเหลือให้ทั่วถึงมากกว่านี้ ทั้งนี้ได้รับสิทธิมาตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ซึ่งก็ได้มาตลอด แต่พอมาทำใหม่ทำไมโดนตัดสิทธิ ไม่รู้เอาเกณฑ์อะไรมาตัดสิน ระหว่างผู้ยากจนกับผู้อยากจน

ด้าน นางแก้ว อ่อนดี อายุ 66 ปี อยู่ อ.เมืองฯ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ครั้งนี้ถูกตัดสิทธิเพราะเป็นหนี้รถมอเตอร์ไซค์ มาตรวจสอบสิทธิแล้วครั้งนี้ไม่ได้จึงมาอุทธรณ์ จริงๆ บัตรคนจนได้เดือนละ 300 บาท สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวได้เยอะ สิ้นเดือนมาก็ได้ข้าวสาร น้ำปลา ของใช้ต่างๆ ในบ้าน ถ้าครั้งนี้ไม่ได้จะรู้สึกเสียใจมาก

 “สงสัยรัฐบาลว่าเราจนไม่จริง ไม่รู้เอาอะไรมาตรวจสอบ เพราะตัวเองก็เช่าบ้านอยู่ ไม่รู้เอาอะไรมาตัดสินว่าเราเป็นคนรวย ขอฝากให้นายกฯ อนุทินช่วยพิจารณากฎเกณฑ์การให้บัตรคนจนใหม่ เพราะคนที่จนจริงๆ ไม่ได้ใช้ ลำบากมาก ทำไมคนจนจริงๆ ถูกตัดสิทธิออก”

ส่วนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดพิษณุโลก พบผู้สูงอายุและประชาชนจำนวนมากเดินทางมายื่นคำขออุทธรณ์ผลการพิจารณาคุณสมบัติโครงการสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 2569 เช่นกัน โดยนางวรุณยุภา วิเศษสรรค์ ขนส่งจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ค. มีผู้มาดำเนินการ 972 คน จำนวนรถ 2,656 คัน ปัญหาที่พบมากที่สุดคือการจำหน่ายรถหรือขายรถไปแล้วทำการโอนลอย ไม่ตัดรายชื่อผู้ครอบครองออกจากระบบ

นายชลิต ศรียันต์ อายุ 65 อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 2 ต.ปากแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า มายื่นคำร้องเพื่อขออุทธรณ์เรื่องรถยนต์ เพราะเป็นซากเหล็กไปแล้ว แต่ไม่ได้มาแจ้งให้ขนส่งจังหวัดพิษณุโลกทราบ จึงได้เดินทางมาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่ออุทธรณ์เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นางศรีพร สามิตร อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/1 หมู่ 12 ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ผ่าน และในระบบแจ้งว่าได้ครอบครองรถยนต์ ซึ่งรถยนต์ของตนเองเป็นรถเก่า ซื้อมาในสภาพมือ 4 เมื่อปี 2535 ซื้อมาเพียง 40,000 บาท จึงได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดพิษณุโลก เพื่อทำเรื่องอุทธรณ์ให้ผ่านการอนุมัติโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ โยน 'เอกนิติ' แจงปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอนุทิน ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.​มหาดไทย​ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงประเด็นปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยตอบสั้นๆว่า ให้รอถาม นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง