“พิพัฒน์” รับเต็มปาก "แลนด์บริดจ์" ไม่มีแล้ว ลุยทบทวนแผน-เคาะชื่อใหม่ รอนายกฯ สรุป ย้ำเป้าหมายยังคงต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เชื่อมด้วยระบบรางเป็นแกนหลัก ชี้ "ระนอง-ชุมพร" ยังมีศักยภาพสูงสุด หลังหลายจังหวัดติดข้อจำกัดด้านพื้นที่และแรงคัดค้าน ด้าน "อนุทิน" สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้าขับเคลื่อนผลหารือไทย-จีน เร่งทำ Action Plan ดัน 15 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติ
เมื่อวันอังคาร นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขณะนี้โครงการแลนด์บริดจ์จะไม่มีแล้ว โดยจะมีการทบทวนรายละเอียดและแนวทางดำเนินงานในโครงการใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นชื่อโครงการและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะรอผลการศึกษาที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะทำงานดำเนินการก่อนนำมาสรุปเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ จากการหารือที่ผ่านมา เห็นว่าการใช้ชื่อเดิมของโครงการอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย จึงเตรียมพิจารณาใช้ชื่อใหม่ที่เหมาะสมกว่า พร้อมยืนยันว่าแนวคิดเดิมบางส่วน เช่น การจัดทำกฎหมายเฉพาะหรือร่าง พ.ร.บ.ในลักษณะเดียวกับที่เคยมีการพูดถึงนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และต้องรอผลการศึกษาที่ชัดเจนเสียก่อน
"นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้มีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และหลังจากเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีการหารือถึงผลการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย รวมถึงองค์ประกอบของโครงการว่าจะมีระบบราง ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใดเชื่อมโยงระหว่างกัน ประเด็นสำคัญคือจะต้องพิจารณาว่าโครงการจะเชื่อมโยงทั้งสองฝั่งด้วยระบบใด หากใช้ระบบรางเป็นหลัก ก็ต้องออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อท่าเรือทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนแนวคิดเรื่องถนนหรือสะพานเชื่อมโดยตรงนั้น ยังไม่มีข้อสรุป และต้องรอผลศึกษารายละเอียดทั้งหมดก่อน"
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า จำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบด้าน เพราะท่าเรือบางแห่งเปิดดำเนินการมานานแล้ว แต่กลับไม่สามารถสร้างปริมาณการขนส่งสินค้าได้ตามเป้าหมาย จึงต้องประเมินว่าการลงทุนเพิ่มเติมจะเกิดความคุ้มค่าหรือไม่ ยกตัวอย่างท่าเรือระนอง ซึ่งเปิดดำเนินการมานานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบันยังมีเรือสินค้าเข้าเทียบท่าในปริมาณไม่มาก จึงสะท้อนว่าการพัฒนาในพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาอาจยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หากจะลงทุนเพิ่มเติมก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เดินหน้าลงทุนซ้ำในจุดที่ยังไม่สามารถสร้างศักยภาพได้
“เราต้องดูทั้งลักษณะภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ และพื้นที่หลังท่าเรือว่ารองรับการพัฒนาได้มากน้อยเพียงใด หากพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่ควรนำงบประมาณไปลงทุนจนเกิดความเสียหาย เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ท่าเรือระนองก็ยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดหวัง” นายพิพัฒน์กล่าว
รองนายกฯ และ รมว.คมนาคมกล่าวอีกว่า จำเป็นต้องหารือกับนายกรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรอผลการศึกษาของคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการตัดสินใจร่วมกัน ก่อนกำหนดทิศทางของโครงการอย่างชัดเจน ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเดินหน้าโครงการตามแผนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ดังนั้น การที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมศึกษาและร่วมพิจารณาจะช่วยให้การตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น และทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อแนวทางของโครงการ ไม่ใช่ให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับแรงกดดันเพียงฝ่ายเดียว
นายพิพัฒน์ยืนยันด้วยว่า แม้จะมีการทบทวนรายละเอียดของโครงการ แต่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาแลนด์บริดจ์ยังคงเป็นจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพรเช่นเดิม โดยก่อนหน้านี้ได้ลงนามความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเหมาะสมของจังหวัดต่างๆ บริเวณชายฝั่งอันดามัน ตั้งแต่สตูล ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และพังงา ผลจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า หลายจังหวัดมีข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสตูล ตรัง หรือกระบี่ ขณะที่ภูเก็ตมีข้อจำกัดด้านลักษณะภูมิประเทศ ส่วนพังงาก็มีอุปสรรคหลายประการ ทำให้ในทางปฏิบัติ จังหวัดระนองยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดสำหรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน
“ยังไม่ต้องการชี้นำว่าจังหวัดใดจะได้รับการคัดเลือกเป็นที่ตั้งโครงการ เพราะต้องเปิดโอกาสให้คณะทำงานลงพื้นที่ศึกษาและจัดทำข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนนำผลการศึกษากลับมาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อสรุปพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป" นายพิพัฒน์กล่าว
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า นายกฯ ได้แจ้งผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อที่ประชุมครม. โดยการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายยืนยันยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การค้าและการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า
การเยือนครั้งนี้ยังมีการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย AI การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม การสำรวจอวกาศ การส่งออกสัตว์น้ำ การบริหารจัดการน้ำ การสาธารณสุข และสาขาสำคัญอื่นๆ พร้อมทั้งหารือกับผู้ประกอบการชั้นนำของจีน เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ Data Center, Cloud Infrastructure, AI และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เทคโนโลยี เสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายกฯ จึงสั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในแต่ละด้าน พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และรายงานความคืบหน้าต่อ ครม.อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว (กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงาน ปปง., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง).
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยิ่งชีพปูด9ราย เอี่ยวคดี‘ฮั้วสว.’ ภท.จ่อฟ้องหมิ่น
“ไอลอว์” เปิด 9 ชื่อ "รมต.-นักการเมืองสีน้ำเงิน" เอี่ยวฮั้วคดี สว.
หนูลั่นเส้นเงินถึงใครก็ฟัน ก.กลางเลื่อนประชุม3คณะ
นายกฯ แจงร่วมประชุม "ก.กลาง" ต่อเมื่อมีปัญหา แต่ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายแล้ว
ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน
“อนุทิน” ไม่สบายใจเสียงติติงหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้มสั่งขยายเวลาอุทธรณ์ ยึดหลักเป็นธรรม
หึ่ง!‘บิ๊กราญ’นอนมา เคลียร์แล้วชงนั่งผบ.ตร.คนที่16/ครม.เคาะ‘รพีภัทร์’ปลัดกษ.
ครม.ไฟเขียวตั้ง “รพีภัทร์" นั่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ เหลืออายุราชการอีก 7 ปี
จีนหนุนทวิภาคี ไทยกังวลข่าว! มอบรถถังเขมร
นายกฯ ขอบคุณจีนหนุนแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคีบนพื้นฐานความจริงใจ
ยธ.เยียวยารายละ3แสน ดันตั้งกองทุนช่วยเหยื่อ
"รมว.ยุติธรรม" มอบเงินเยียวยาผู้เสียหายคดีไฟไหม้โรงเบียร์ฯ รายละ 3 แสนบาท

