รบ.ทุ่ม1.76แสนล. ‘ไทยช่วยไทยพลัส’อุ้ม43ล้านคนแจงศาล‘พรก.กู้’สัปดาห์นี้

รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส”  แจงไม่ได้กระตุ้น ศก. แต่บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพกว่า 43 ล้านคนได้ประโยชน์ ให้ลงทะเบียน 25-29 พ.ค. และใช้เงิน 1 มิ.ย. “เอกนิติ”   ชี้สัญญาณอันตราย เงินเฟ้อพุ่งสูงหากไม่ทำอะไรเลยเจอวิกฤตกำลังซื้อและคนตกงานแน่ ปลัดคลังเผยข่าวร้าย ภาคบริการอดร่วม เงินพันบาทต้องใช้ให้หมดในแต่ละเดือนไม่มีสมทบ “ฟู้ดเดลิเวอรี” ได้ไปต่อ สั่งได้ 15 มิ.ย. พร้อมอนุมัติปรับแผนก่อหนี้-ลดค่า K ชั่วคราว พ่วงตั้งคณะ กก.ดันไทยเข้า OECD อย่างบูรณาการ ครม.เร่งแจงศาล รธน. ปม พ.ร.ก.กู้เงินภายในสัปดาห์นี้

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายเอกนิติแถลงว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชน และรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคนแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท

สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่  1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน  ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยจะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ 2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน และ 3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นายเอกนิติกล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันก้าวเข้าสู่ระลอกที่สอง คือวิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เม.ย. แต่ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สาม คือวิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่แก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”

รมว.การคลังกล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนกำลังกังวล โดยในตลาดการเงินโลกพบว่ามีการเทขายพันธบัตรสหรัฐอเมริกาออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะรุนแรงและสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรขยับสูงขึ้นมาก ปรากฏการณ์นี้เป็นการยืนยันในมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ว่าตลาดโลกและตลาดการเงินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากแน่นอน หรือมีโอกาสสูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยแห่งเดียว

ไม่ใช่กระตุ้นแต่บรรเทา

นายลวรณกล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคน เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต

 “โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้นๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”

สำหรับกำหนดการของโครงการนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.นี้ ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐให้เข้าไปยืนยันตัวตนในระบบ และร้านค้าใหม่ลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 25-30 พ.ค. ส่วนการใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรีทั้ง 4 รายยังทำได้เช่นเดิม แต่ระบบจะพร้อมใช้งานหลังจากเริ่มโครงการไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

นายผยงกล่าวว่า ประชาชนรายเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิ์และจะทราบผลทันที ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน ซึ่งใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน ส่วนของร้านค้าสามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไขและจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าใหม่สมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้งที่สาขาธนาคาร  เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ส่วนฟู้ดเดลิเวอรีสามารถกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิ.ย. และประชาชนจะเริ่มเลือกใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

 “ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า นกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่จะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ 1.ตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 2.วิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยให้ร้านค้าทราบช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ และ 3.เชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรอย่างเหมาะสม”

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล โดยได้ปรับแผนก่อหนี้เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจากประมาณ 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท เงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของ กองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท

สุริยะถอยแผนซื้อปุ๋ย

 “ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 68.03% ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต”

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเสนอ ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้านบาท เพื่อทําโครงการปุ๋ยชีวภาพ-ชีวภัณฑ์ เพื่อทดแทนการขาดแคลนปุ๋ยจากการสู้รบตะวันออกกลางว่า กรมวิชาการเกษตรได้เสนอให้กระทรวงเป็นผู้เสนอ ครม. แต่เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้แจ้งเรื่องมายังปลัด กษ.ว่าโครงการนี้อาจไม่เข้าข่ายเรื่องความเร่งด่วนเป็นพิเศษเพื่อจะใช้งบกลาง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ จึงถอนโครงการดังกล่าวออกจาก ครม.ไปก่อน เพื่อไปดูทุกอย่างให้เกิดความเรียบร้อยก่อน

น.ส.รัชดายังเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 133 คน อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว

“เลขาธิการคณะรัฐมนตรีรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีจดหมายมาให้รัฐบาลชี้แจงความจำเป็นความเร่งด่วนเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก. ซึ่งรัฐบาลพร้อมอยู่แล้ว หากสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ประชาชนทั้งประเทศคงเดือดร้อน มันมีเหตุผลในเรื่องใช้กรอบเงินกู้ประคับประคองค่าครองชีพ และเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน ที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมาสู่พลังงานสะอาด โดยจะชี้แจงเร็วที่สุด น่าจะภายในสัปดาห์นี้”

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว โดยกระบวนการ สภาก็ต้องชะลอการพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินออกไป แต่เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าใช้เงินต่อ สิ่งที่สภาจะทำได้เลยคือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงิน สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเหมือนกับที่ทำในการตรวจสอบ พ.ร.ก.ในอดีตว่ามีการใช้เงินตรงไปตรงมา โปร่งใสหรือไม่

 “เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพรรคได้ยื่นญัตติด่วนเข้าไปแล้ว ตอนนี้รอการวินิจฉัยของประธานสภาฯ ว่าจะเป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วน เรื่องนี้ก็จะถูกพิจารณาในการประชุมสภา ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาฯ จะวินิจฉัยเป็นเรื่องด่วน เหมือนที่ประธานสภาฯ   วินิจฉัยว่าเรื่องแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องด่วน เห็นว่าเรื่องนี้ก็ด่วนไม่น้อยไปกว่าเรื่องแลนด์บริดจ์ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลเริ่มใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว ดังนั้นหากประธานสภาฯ ไม่วินิจฉัยว่าด่วนก็ต้องตั้งคำถามจริงๆ จังๆ กับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาฯ ว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่”

เมื่อถามว่า นอกจากบรรรจุวาระล่าช้าแล้ว  สุดท้ายหากไม่มีการตั้ง กมธ.วิสามัญจะเป็นอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมาในการดำเนินการของรัฐบาล หากประธานสภาฯ หรือ สส.รัฐบาลใช้วิธีการพยายามสกัดกั้น เรียกว่าเป็นการหนีสภาพลัส หนีสภาแรกคือการยัดไส้โครงการพลังงานเข้ามาใน พ.ร.ก.กู้เงินกับก้อนเยียวยา หนีสภาเด้งที่สองคือการไม่เปิดให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ก็ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลของฝ่ายค้าน

ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเรื่องนี้ว่า ยังไม่เห็นเลย ยังไม่เห็นที่ด่วน

เคาะลดค่า K ชั่วคราว

วันเดียวกัน น.ส.รัชดายังกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยผ่อนผันวิธีคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือค่า K เป็นการชั่วคราว โดยให้หักในอัตราร้อยละบวก/ลบ 2 จากเดิมร้อยละบวก/ลบ 4 เฉพาะสัญญาที่ส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-30 ก.ย.2569 เพื่อให้การชดเชยต้นทุนสะท้อนภาวะราคาที่เปลี่ยนแปลงได้เหมาะสมขึ้น พร้อมให้ใช้ดัชนีราคา ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลาง แทนดัชนีราคา ณ เดือนเปิดซองประกวดราคา เพื่อให้การคำนวณสอดคล้องกับต้นทุนจริงในช่วงที่ราคาพลังงานและวัสดุปรับตัวเร็วและผันผวน          

“มาตรการลักษณะนี้เคยใช้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ เพื่อประคองผู้ประกอบการและลดแรงกระแทกจากต้นทุนที่ผันผวนสูง การนำกลับมาใช้ครั้งนี้จึงเป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่เคยผ่านสถานการณ์วิกฤตมาแล้ว และปรับให้สอดคล้องกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน” น.ส.รัชดากล่าว

น.ส.รัชดายังแถลงถึงการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ว่า นายกฯ ให้ความสําคัญมาก และยืนยันกับประชาชนว่าการรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ ไม่ได้ทําไปเพื่อนักธุรกิจ แต่ถ้าภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ก็จะนําไปสู่การสร้างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของผู้ประกอบการนายกฯ ได้นํามาสั่งการใน ครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานกําหนดกรอบว่าได้ขับเคลื่อนตามข้อเสนอนั้นอย่างไร ภายในทุกๆ 30 วัน และ 60 หรือ 90 วัน ตามเป็นระยะ ผ่านกลไก ครม.เศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยนายกฯ เน้นย้ำ 4 ด้าน คือ 1.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด 2.ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเอไอ และดิจิทัล 3.การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ และ 4.เรื่องการลดอุปสรรคการอนุญาต รวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์

ผุด กก.ดันเข้า OECD

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวว่า  ปัจจุบันรัฐบาลเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างจริงจัง โดยล่าสุดที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ซึ่งมีนายอนุทินเป็นประธาน เพื่อกำกับทิศทาง เร่งรัด และติดตามการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพ

 “การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เพราะเป็นกระบวนการยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ กฎหมาย ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลก”

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น ไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค ซึ่งต้องจัดทำข้อมูล ตอบแบบสอบถาม และประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐาน OECD ในหลายสาขา โดยมีหน่วยงานไทยร่วมดำเนินการกับคณะกรรมการและคณะทำงานของ OECD ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยจะเร่งดำเนินภารกิจสำคัญ ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบข้อมูล และมาตรฐานการทำงานของภาครัฐ ให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ OECD อย่างเป็นขั้นตอน

ที่ห้องสีม่วง นาย Takahiro MORI รองประธานกรรมการและรองประธานบริหาร บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เข้าพบหารือนายอนุทินและคณะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.การยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยและการผลักดันสู่อุตสาหกรรมสีเขียว 2.การดูแลผู้ประกอบการไทยและยกระดับมาตรการทางการค้า และ 3.การบริหารจัดการเศษเหล็กและการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตรวจฉี่951โชเฟอร์รถไฟ

“อนุทิน” สั่ง “คมนาคม” เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยเหตุรถไฟชนรถเมล์ “สิริพงศ์” เตรียมเสนอผลสอบข้อเท็จจริงต่อนายกฯ 20 พ.ค.