'กรณ์' ตั้ง 5 ปมสำคัญ 'TH-AI Passport' มูลค่า 1.6 พันล้าน เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร

‘รองหน.ปชป.’ ชี้รัฐบาลจะต้องทบทวนว่างบพันล้านก้อนนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมดก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

1 มิ.ย.2569-นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ระบุว่า ยาวหน่อยนะครับ มาทำความเข้าใจด้วยกันเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท เป็นประเด็นร้อนหลังคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จากพรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ชิดชอบ ถึงข้อพิรุธในสภา

วันนั้นผมนั่งฟังอยู่ด้วยตนเอง ในห้องประชุมมี สส. อยู่ไม่กี่คน น่าจะเป็นเพราะแยกย้ายกันประชุมกรรมาธิการในห้องต่างๆ

พอป้อมเริ่มถามคำถามแรก ผม text ไปในกลุ่ม ปชป. ทันที บอกว่า “มีกระทู้สดเรื่องที่พวกเราแกะกันอยู่ ป้อมถามดี ชัยชนกกำลังจะตอบ”

เรื่องนี้ยิ่งติดตามก็ยิ่งพบว่าตัวโครงการมีปัญหา สมควรที่สังคมจะตั้งคำถามว่างบประมาณก้อนนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เหมาะสม และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม และก้าวต่อไปของฝ่ายค้าน คืออาทิตย์นี้ได้เชิญกระทรวง DE มาชี้แจงกรรมาธิการ ปปง. ที่คุณพิทักษ์เดช เดชเดโช นั่งเป็นประธาน โดยเราประสานให้ป้อม ภาวุธ มาร่วมแจมด้วย

เรื่องนี้ผมปรึกษาผู้ที่อยู่ในวงการหลายคน ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจ

1. เงินเป็นพันล้านที่จ่ายไป ประเทศได้อะไรงอกเงยขึ้นมา และได้ประโยชน์จริงกี่คน

รัฐบาลอธิบายว่าจะแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ให้คนไทย 5 ล้านคนฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุน DE Fund เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงแบบฟรีได้อยู่แล้ว ที่น่าคิดคือตัวเลข 5 ล้านคน จากข้อมูลที่เปิดเผยในชั้นกรรมาธิการ ดูเหมือนไม่ได้เริ่มมาจากฐานความต้องการจริง แต่เริ่มจากการรู้ว่ากองทุนมีเงินเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท แล้วนำมาตั้งโครงการทอนกลับมาให้พอดีกับวงเงิน

ที่สำคัญโครงการนี้มีความย้อนแย้งอย่างมากในเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริง สำหรับประชาชนทั่วไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มระดับโลกล้วนเปิดให้ใช้งานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งศักยภาพของเวอร์ชันฟรีนั้นเก่งเกินพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดจึงไม่ใช่สิทธิ์ตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy การแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจกก็ไม่พอใช้งานเพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง

ทีมงานผมอธิบายให้ผมฟังว่า คนทำงานจริงต้องการใช้ผ่าน API ที่คิดเงินตามปริมาณ Token รัฐกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปเหมาซื้อตัว Pro มาแจกปูพรมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนคนที่จะใช้งานลึกๆ รัฐก็ไม่ได้ซัพพอร์ตระบบขั้นสูงให้เขา แล้วในบรรดาสิทธิ์ 5 ล้านคนนี้ จะมีคนที่นำไปใช้งานจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงกี่คน ที่สำคัญในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปีถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็คือทิ้งทันที เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้งและแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย

ผมว่าข้อเท็จจริงท้ายสุดนี่แย่มาก

หลักคิดของผมง่ายๆ เลยคือเมื่อเราใช้เงินระดับพันล้าน สิ่งที่รัฐต้องวัดไม่ใช่แค่ มีคนกดรับสิทธิ์ไหม แต่ต้องตอบว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนนี้

2. เรากำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปีแทนการสร้างสินทรัพย์

เจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลักและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาวของประเทศ แต่โครงการนี้กลับมีลักษณะเป็นงบดำเนินการหรือโอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ซึ่งครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ก็หมดไปพร้อมกับสิทธิ์ใช้งานของประชาชน แถมกระบวนการอนุมัติยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณสามวาระตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร การที่รัฐชี้แจงว่าวิธีนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เพราะการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปให้คนทดลองใช้คือการสร้าง Users เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยี อย่าง Builders และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย

3. เซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งในไทยไม่ได้แปลว่าเราเป็นเจ้าของข้อมูล

นี่คือจุดที่สร้างความสับสนมากที่สุด เพราะรัฐบาลมักชี้แจงว่าโครงการนี้รันอยู่ใน Data Centre ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่งหรือ Prompt จะถูกจัดเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศ โดยผู้ให้บริการ AI จะเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบนิรนามและยืนยันว่าช่วยปกป้องอธิปไตยทางข้อมูล แต่ในความเป็นจริงเราต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้าง กับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี

แม้บริษัทต่างชาติจะมาลงทุนตั้งตึก Data Centre ในไทย แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดล AI และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้านซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าและทำกำไรสูงสุดยังเป็นของต่างชาติ 100% ดังนั้นการทำสัญญาเช่าใช้แบบนี้ต่อให้ตึกตั้งอยู่ในประเทศ ทันทีที่หมดสัญญาเช่าระบบก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงินและคุณค่าทางเทคโนโลยีก็ไหลออกนอกประเทศอยู่ดี

4.  ความโปร่งใสใน TOR

ทีมงานผมขยายความว่า เอกสารประกวดราคาโครงการนี้กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุเพียงกว้างๆ ว่าเป็น ค่า Token ของ AI โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจนทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ นอกจากนี้ยังกำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 500,000 รายต่อชั่วโมง และเมื่อคำนวณจริง พบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น จะรองรับพอกับความต้องการได้อย่างไร

นี่ยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วันช่วงหยุดยาวปีใหม่ และท่าทีของรัฐมนตรีดีอีที่ตอบกระทู้ว่าใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ ซึ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเงินภาษีและการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้โปร่งใสไม่ได้ครับ

5. ผมถามทีมงานว่า เรามีทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1600 ล้านนี้แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิแค่ 1 ปี โดยไม่ได้มีกรรมสิทธิข้อมูลหรือไม่?

คำตอบคือ แทนที่จะจ่ายค่าเช่าระบบให้ต่างชาติแบบปีต่อปี รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า ยกตัวอย่างนะครับ

– เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุนเพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้มีอายุใช้งาน 3 ถึง 5 ปี เราสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดินที่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่ และทำให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกันในห่วงโซ่มูลค่าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง

– หรือผลักดันไทยเป็น AI Builder Hub ยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุกแบบที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เราเสนอ ด้วยการปรับโจทย์จากการไล่ตามเทคโนโลยี มาเป็นการปักหมุดสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม นำร่องโดยใช้พื้นที่ว่างภาครัฐ เช่น อาคารโรงงานยาสูบ 5 มาแปลงสภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ประมวลผลที่รัฐถือครอง เพื่อเปิดพื้นที่ Sandbox ให้สตาร์ทอัพและทีมขนาดเล็ก (เช่น ทีมงานเพียง 2 คน) สามารถเข้ามาทดลองปล่อยของ สร้างโปรดักต์ AI ที่ขายได้จริงและสร้างรายได้ในตลาด ควบคู่กับการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐดึงสถาบันการเงิน แหล่งทุน และบริษัท Global Tech ชั้นนำเข้ามาลงทุนร่วม เพื่อเปิดทางให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานงานระดับสูง ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่แท้จริง

– หรือเปลี่ยนงบแจกมาเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบ คูปองนวัตกรรมแบบที่รัฐบาลร่วมสามารถร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อให้ SME นำไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตรงความต้องการเฉพาะทางจริง

– หรือเลือกลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาไทยและจัดทำคลังข้อมูลอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยในเรื่องเฉพาะทางหรือนิชที่ยังติดขัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้ประเทศมีสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นของตัวเองในระยะยาว

การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดีครับ แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่างบพันล้านก้อนนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมดก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เริ่มแล้ว! 'นกกระซิบ' ผู้ช่วยอัจฉริยะร้านค้า 'ไทยช่วยไทยพลัส'

รัฐบาลดัน AI ช่วยร้านค้ารายย่อย 'ไทยช่วยไทยพลัส' เปิดตัว 'นกกระซิบ' ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปฯ ถุงเงิน วิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ เริ่มใช้งานวันนี้

'มท.4' ยัน 'แลนด์บริดจ์' รบ.ฟังความเห็นรอบด้าน ย้ำให้ความสำคัญผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติ 

มท.4 สายใต้ภูมิใจไทยยันแลนด์บริดจ์ รัฐบาลฟังความเห็นรอบด้าน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าหรือเก็บเข้าลิ้นชัก ย้ำให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติ 

'ไทยช่วยไทย พลัส' ลงทะเบียนแล้ว 26.2 ล้าน ร้านค้าพร้อมใช้ 6.5 แสนราย

'ไทยช่วยไทย พลัส' กระแสตอบรับแรงต่อเนื่อง ประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 26.2 ล้านราย ร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ

กางโรดแมป 'ปฏิรูปกฎหมายไทย' ปักหมุดปี 71 สมาชิก OECD

'ปกรณ์' กางโรดแมป ปฎิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 2571 เป็นสมาชิก OECD พัฒนาระบบ 'TH2OECD' ใช้ AI ช่วย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์เอื้อภาคธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน สร้างเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก