
‘ประธาน กมธ.ติดตามงบฯ วุฒิสภา’ เปิดข้อสังเกตแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จี้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคุ้มราคากลาง-มาตรฐานอุปกรณ์ ต้องไม่เสียค่าโง่ซ้ำเติมปชช.และเศรษฐกิจ
31 ส.ค. 2569 – ที่รัฐสภา ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท (พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท) ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลต่อที่ประชุมฯ
จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยนายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา อภิปรายว่า แผนงานที่หนึ่งเรื่องช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท ปัจจุบันทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว 3 โครงการหลักคือ 1. โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 18,800 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ 2. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินอนุมัติ 36,918.66 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 75 เปอร์เซ็นต์ และ 3. โครงการไทยช่วยไทยพลัส กรอบตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย. 69 วงเงิน 120,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินที่ใช้ในแผนที่หนึ่ง ทางกรรมาธิการเห็นว่าย่อมมีผลต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย รวมถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายศุภโชค กล่าวว่า ตนและทางกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตร่วมกันเพื่อเสนอรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลควรต้องลงไปเก็บข้อมูลสำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของประชาชน ว่าเงินที่ได้มาได้ประโยชน์และได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไร คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ รัฐบาลต้องทำสื่อประชาสัมพันธ์ดีๆ ให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าวให้เห็นถึงความพึงพอใจของประชาชน 2.รัฐบาลต้องเก็บ ข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการ ว่าได้ประโยชน์จากโครงการนี้และมีความคิดเห็นกับโครงการนี้อย่างไร รวมถึงเงินที่ลงจากโครงการนี้ได้ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ 3.รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงความสำเร็จของโครงการว่าภาครัฐทุ่มเงินลงไปแล้วและได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ และ 4.โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียงสี่เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัดวินัยการใช้เงินและวินัยการเงินการคลังให้มีวินัยในการใช้เงินของประชาชน
นายศุภโชค กล่าวว่า ขอบเขตงานแผนสองหรือโครงการที่สอง เป็นแผนงานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันยังไม่มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เนื่องจากคณะอนุกกรรมาธิการ อยู่ระหว่างการรวบรวมทบทวนความพร้อมและวิเคราะห์ข้อมูลโครงการให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่ยื่นเสนอโครงการผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเจ้าสังกัด ต้องยื่นเข้ามาภายในวันที่ 30 ก.ย. 69 และมีเงื่อนไขเด็ดขาดว่าโครงการดังกล่าว ต้องเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 70 และเบิกจ่ายเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธ.ค. 70 อย่างไรก็ตามได้มีหน่วยงานยื่นโครงการเข้ามาบ้างแล้ว
นอกจากนี้ ในแผนงานที่สองมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงานและต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้ ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ตนคิดว่าประชาชนต้องเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอนในการออกพ.ร.ก.นี้ และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐานและมีศูนย์บริการมีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษา หากเกิดปัญหา เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ หัวชาร์จต่างๆ โดยรัฐบาลต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นสำคัญ และหากการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยการใช้เงินกู้ก้อนนี้ เพื่อการลงทุนและคุณภาพวัสดุของอุปกรณ์โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ถึงจุดที่คุ้มทุนของราคาอุปกรณ์นั้น โครงการจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาลและประชาชนต้องชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยที่กู้มาเช่นเดิม คงจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
“รัฐบาลต้องท่องไว้ว่า จะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีกแล้ว ผมและประชาชนอยากเห็นสิ่งนี้ แต่ในทางกลับกันเงินกู้ 4 แสนล้านบาทก้อนนี้ หากรัฐบาลบริหารได้ดี นอกจากช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติแล้วยังเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาที่ทรงพลังให้กับรัฐบาลนี้อย่างยิ่ง” นายศุภโชค ระบุ.

