‘วิทยา’ เตือน กกต. ระวังมติคดีฮั้วสว. ย้อนเข้าตัว!

“วิทยา” เตือน กกต. ระวังมติคดีทุจริตเลือก สว. ย้อนเข้าตัว! เชื่อผู้เสียหายบางส่วนยื่น ม.157 แน่ ชี้คดีถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ-เสี่ยงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

15 กันยายน 2569 – นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า เนื่องจากมติที่ออกมาจะผูกพันกับกรรมการที่ร่วมลงมติ หากสำนวนและพยานหลักฐานครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในทางกฎหมายสำหรับ กกต. และผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาสำนวน คือการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงกับผู้ที่อยู่ในสำนวนทั้งหมด แต่เนื่องจากมีการสั่งฟ้องบางส่วน ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาว่า กกต. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการจำแนกบุคคลที่ถูกดำเนินคดีออกจากบุคคลที่ไม่ถูกดำเนินคดี

“ทางรอดของ กกต. รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในคณะอนุฯ ทั้งสองชุดมีทางเดียวคือ ถ้าพยานหลักฐานไปถึงทั้งหมดก็ควรส่งทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการ ถ้าสั่งเพียงบางส่วน เรื่องอาจไม่จบ เพราะมติที่ออกมาวันนี้จะผูกพันคนที่เข้าร่วมลงมติด้วย” นายวิทยากล่าว

นายวิทยา กล่าวอีกว่า กกต. อาจถูกผู้เสียหายร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ซึ่งหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้วชี้มูลความผิด อาจนำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเมื่อศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น รวมถึงอาจมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

นายวิทยา กล่าวด้วยว่า หากท้ายที่สุดมีกรรมการ กกต. รายใดถูกดำเนินคดีจนเกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของ กกต. ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญ เพราะ กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระบวนการทางการเมืองและการเลือกตั้งในภาพรวมด้วย

นอกจากนี้ นายวิทยายังกล่าวถึงกรณีการโกงสอบท้องถิ่นที่แม้จะไม่ใช่อำนาจหน้าที่หลักของ กกต. แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกรณีการเลือก สว. จึงเห็นว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานในการพิจารณาคดีให้มีความชัดเจนและโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันในแต่ละคดี

“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงว่าจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่ดำเนินคดีกับใคร แต่ กกต. ต้องตอบให้ได้ว่าพยานหลักฐานและมาตรฐานที่ใช้กับแต่ละคนคืออะไร เพราะหากเลือกดำเนินการเพียงบางส่วน ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็มีสิทธิไปร้องหรือดำเนินคดีต่อ และท้ายที่สุดคนที่ต้องตอบคำถามเรื่องการใช้ดุลยพินิจก็คือ กกต.เอง” นายวิทยากล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'หมอตุลย์' ซัดหนัก 'กกต.' ฟอกขาวโกงเลือกสว. ระบุเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความ ระบุว่า พยาน 16/26 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานทั้งหมดของคดีโกงสว.

นักกฎหมายชี้ 'กกต.' พังเจตนารมณ์กฎหมายเสี่ยงสูงเจอ 157

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ เมื่อมติ กกต. 14 กันยายน 2569 ในคดีฮั้ว สว. ปี 2567 เดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

ไม่ต้องถึงมือ 'โคนัน' แค่ 'ลายจุด' อ่านสำนวนฮั้วสว.ก็รู้ยังมีตัวละครลับในกกต.

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” นักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ข้อความคดีฮั้วสว.ว่าอ่านคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา

ยื่นสอย-ดำเนินคดีอาญา 26สว.แต่น้ำเงินยังคุมสภาสูง รอโหวต กกต.-ป.ป.ช. ใหม่

เป็นไปตามคาด ไม่เหนือความคาดหมาย กับ”มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.) ในคดีฮั้วสว.ที่ลงมติชี้ขาดกันเมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา กับการส่งคำร้องไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ส่งเฉพาะแค่บางส่วน ไม่ได้ส่งครบหมด 229 ชื่อตามสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26

เปิดแล้ว 77 รายชื่อ 'คดีฮั้ว สว.' กกต. ส่งศาลฎีกา-ฟ้องอาญา

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกร้องจำนวน 77 ราย รายชื่อผู้ถูกร้อง ตามเอกสารแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขที่ 446/2569 ลงวันที่ 14 กันยายน 2569