ปล่อยผี‘ภูมิใจไทย’ กกต.ส่งฟ้อง77คนสว.26ไร้บิ๊กการเมืองอ้างไม่มีหลักฐานมัด

ปิดฉากคดีฮั้ว สว.ชั้น กกต. เสียงข้างมากชงส่งฟ้องศาลฎีกาเอาผิด 77 คนจาก 427 คน เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ไร้รัฐมนตรี สส.และ กก.บห.ภูมิใจไทย “ณรงค์” ยันทำตามกฎหมาย แจงยิบยกคำร้อง 21 นักการเมือง อ้างมีประสบการณ์ทางศาลกว่า 38 ปี ชี้ข้อมูลคุย “อนุทิน-เนวิน” ที่พูลแมนไร้หลักฐานมัดผิด "เท้ง" งอแงทำไมภูมิใจไทยรอด เล็งลุยเอาผิด กกต.ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซักฟอกรัฐบาล “ไอลอว์” ร่อนแถลงการณ์บอกไม่เหนือความคาดหมาย พร้อมซัด กกต.ทำงานล้ำเส้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ในเวลา 09.30 น. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คนได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขณะที่บรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต.มีกำลังตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้องเข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย มีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่มาสังเกตการณ์เข้าไปภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต. ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น. โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต. หรือเพจ YouTube ECT Thailand

ทั้งนี้ การลงมติของ กกต.แต่ละคนเมื่อเข้าห้องประชุมแล้ว จะได้ส่งใบลงมติส่วนตัวต่อที่ประชุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมรวบรวมผลคะแนนและขานมติ

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่ม สว.สำรองยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องขอให้พิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว.ด้วยความรอบคอบ  และมีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมาเกาะติดการพิจารณาของ กกต.และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไล่ผี โดยแต่งกายเป็นผี รวมถึงแต่งกายล้อเลียนนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งไปเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference ได้ปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับการประชุม กกต.ดังกล่าว ก่อนขึ้นรถพร้อมโบกมือและกล่าวว่า “บ๊ายบาย”

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวเรื่องนี้ว่า ไม่มีแรงกดดัน เพราะเรายืนยันชัดเจนมาโดยตลอดอยู่แล้วว่าใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ และเราไม่ได้เข้าไปวุ่นวาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว เป็นเรื่องของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเช่นกันว่า เป็นกระบวนการทางกฎหมายขององค์กรอิสระที่ดำเนินการไป รัฐบาลก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง วันนี้รัฐบาลโฟกัสในเรื่องของเศรษฐกิจ

เด็กน้ำเงินอัดมาร์ค

ส่วนนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาโต้กลับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่วิพากษ์วิจารณ์กระแสข่าวคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ว่ารอดหมดและมีการฉลองกันแล้วว่า ในฐานะอดีตนายกฯ ควรมีวุฒิภาวะและยึดถือข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ข่าวลือมาปั่นกระแส เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือหวังส้มหล่น และควรมีหลักฐานและแหล่งที่มาที่ชัดเจนว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร  ไม่ใช่ใช้การเดินเกมตีกินโหนกระแสตามพรรคประชาชน ที่เล่นการเมืองด้วยการจับแพะชนแกะและปั้นน้ำเป็นตัว ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาชนก็ชวนคนลงถนนไปกดดันองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเมืองในอดีตที่ผู้นำบางพรรคทิ้งสภาไปลงถนน จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ส่วนบรรยากาศในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ภายหลังที่ประชุม สว.ได้ลงมติร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เรียบร้อยแล้ว สว.ส่วนใหญ่ได้เดินออกจากห้องประชุม จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาในวาระอื่นๆ และในเวลา 15.12 น.ประธานได้สั่งปิดประชุม ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ กกต.จะแถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว.

ต่อมานายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.แถลงผลประชุม กกต. โดยนายณรงค์กล่าวว่า การพิจารณาของ กกต.ทุกคนมีความเป็นอิสระ แต่ความมีอิสระในการพิจารณาอยู่ในกรอบของกฎหมาย สำนวนในคดีเลือก สว.มีเกณฑ์ในการพิจารณา เมื่อมีคำร้องคำคัดค้าน หรือเป็นความปรากฏขึ้นจะมีการไต่สวน เมื่อมาถึงชั้น กกต.ก็มีการพิจารณาจากคำร้อง คำคัดค้าน พยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ เส้นเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงพยานแวดล้อม เราไม่ได้พิจารณาตามอำเภอใจหรือแรงกดดันจากสังคม หรือความต้องการจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผลการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร แต่บอกได้ว่ามติเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไรในข้อกล่าวหาต่างๆ

ว่าที่ ร.ต.ภาสกรแถลงว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ผู้ที่ถูกกล่าวหากรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.) หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ สส. จำนวน 20 คน กกต.มีมติไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา และบุคคลอื่นถูกส่งฟ้อง 1 คน กกต.ไม่มีมติส่งฟ้องเช่นกัน ข้อกล่าวหาที่ 2 สว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว.สำรอง 1 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน รวม 140 คน กกต.ไม่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา ข้อกล่าวหาที่ 3 สว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน กกต.มีมติส่งฟ้อง 26 คน สว.สำรอง 1 คน กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน กกต.มีมติไม่ส่งฟ้อง ส่วนผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน ส่งฟ้อง 1 คน บุคคลอื่น 15 คน ส่งฟ้อง 9 คน ข้อกล่าวหาที่ 4-7 สว.ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง กกต.มีมติส่งฟ้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว.ส่งฟ้อง 36 คน และบุคคลอื่นส่งฟ้อง 15 คน รวม 77 คน

ในระหว่างการแถลงข่าวของ กกต. นายณรงค์กล่าวยืนยันถึงการทำหน้าที่ของ กกต.ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า การเข้ามาทำหน้าที่ กกต.ไม่มีสิ่งใดเป็นเกราะป้องกันตัวเอง สิ่งที่จะป้องกันได้คือการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมสามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่า เหตุผลและพยานหลักฐานที่นำมาประกอบการพิจารณามีความชัดเจนหรือไม่

ไม่ทำนอกลู่นอกทาง

“การทำงานของ กกต.มีความชัดเจน จึงขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการติดตามการทำงาน ยืนยันว่า กกต.ไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดนอกลู่นอกทาง หรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งจนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปี 14 วัน ได้พยายามพัฒนาองค์กร ขณะที่ กกต.หลายคนที่เข้ามาใหม่ รวมถึงนายณรงค์ รักร้อย ต่างทุ่มเททำงาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ”

นายณรงค์ยอมรับว่า แต่ละคนอาจมีมุมมองต่อการทำงานของ กกต.แตกต่างกันได้ พร้อมขอโอกาสจากสังคม และขอให้ติดตามการทำงานของ กกต.ในระยะยาว ส่วนกรณีผู้ถูกร้อง 77 คนที่ กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา จะมีการเปิดเผยรายชื่อเพื่อให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบผล และเตรียมข้อมูลเข้าสู่กระบวนการของศาล รวมถึงจัดทำคำชี้แจงและต่อสู้คดีตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งการที่ กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องทั้ง 77 คนกระทำความผิด แต่เป็นการส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อไป

ส่วนกรณีอดีต กกต.บางรายออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชี้นำสังคมเกี่ยวกับการทำงานของ กกต.ชุดปัจจุบัน นายณรงค์กล่าวว่า เมื่อคนเหล่านั้นเคยอยู่ในบ้าน กกต.เดียวกัน หากเห็นว่ามีสิ่งใดผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด และสิ่งใดถูกก็ต้องว่ากันไปตามถูก เมื่อเคยอยู่บ้านนี้ทำไมไม่รักษาบ้านเดิมของท่านบ้าง

นายณรงค์ยังชี้แจงถึงเหตุผลการพิจารณาคำร้องคดีเลือก สว.ที่นักการเมืองไม่ถูกส่งศาลดำเนินคดีเลยว่า มีพยานปากสำคัญ 3 รายได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่าข้อมูลพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย การเตรียมการ หรือเส้นทางการเงินที่เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้ไม่เป็นความจริง

“ผมเป็นผู้พิพากษาประสบการณ์กว่า 38 ปี กล่าวถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าในทางคดีพยานที่กลับคำให้การมักถูกลงโทษ แต่สำหรับพยานทั้ง 3 ปากนี้ ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติของพยานรหัส 16/26 พบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกถึง 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริยธรรม จึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีความขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง และอิงประเด็นทางการเมืองจนฟังไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1” นายณรงค์กล่าว

ประธาน กกต.ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติใดๆ ส่วนประเด็นเรื่องประวัติการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันนั้น แม้มีการโทร.หากันจริง แต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาที่พูดคุยได้ ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมืองเมื่อได้รับเลือกเป็น สว.ใหม่ ย่อมมีการจับกลุ่มและพูดคุยตกลงกันเป็นเรื่องปกติ ส่วนกรณีที่มีพยานอ้างว่าพบกลุ่ม สว.เดินทางไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน  และพบกับนายอนุทินรวมถึงนายเนวิน ชิดชอบนั้น แม้จะพบปะกันจริง แต่ในสำนวนไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดที่ระบุว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

“แต่ละข้อกล่าวหา กกต.ยึดการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก แม้ไม่สามารถตอบแทน กกต.ท่านอื่นได้  แต่เชื่อมั่นว่า กกต.เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด” นายณรงค์กล่าว

ชี้ไม่กระทบสำนวนดีเอสไอ

เมื่อถามว่า การที่ กกต.ฟ้องแค่บางคนและไม่มีนักการเมืองเลย อาจเข้าข่ายเป็นการฟอกขาว รวมถึงเท่ากับเป็นการตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจรที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือไม่ นายณรงค์กล่าวว่า การดำเนินคดีในส่วนของดีเอสไอยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา กกต.และดีเอสไอได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่รวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากดีเอสไอ เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณา

“มติหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หรือคณะทำงานชุดที่ 36 ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้มีผลผูกมัดการตัดสินใจของ กกต.แต่ละท่าน เนื่องจาก กกต.แต่ละคนมีดุลพินิจในการใช้อำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยผมได้ลงมติเห็นชอบตามแนวทางของชุดที่ 26 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดมากกว่า 20-30 ประเด็น และได้ทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง” ประธาน กกต.ระบุ

ต่อข้อถามที่ว่า การตัดฟ้องบางส่วนจะส่งผลให้สำนวนคดีของดีเอสไอในคดีอั้งยี่ ฟอกเงิน อ่อนลงหรือไม่ ประธาน กกต.ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สามารถตอบแทนขั้นตอนการดำเนินงานของดีเอสไอได้ และยืนยันว่า กกต.ไม่เคยปฏิเสธพยานหลักฐานจากดีเอสไอ โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 28 ส.ค. รวมถึงการลงมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. กกต. ได้ประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์จากดีเอสไอมาประกอบการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวลา 19.57 น. สำนักงาน กกต.ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกร้องจำนวน 77 ราย รายชื่อผู้ถูกร้อง ตามเอกสารแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขที่ 446/2569 ลงวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งมีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มีรายละเอียดจำแนกตามกลุ่มดังนี้

1.สมาชิกวุฒิสภา (สว. ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง) 26 ราย (ถูกร้องในข้อกล่าวหาที่ 3 และข้อกล่าวหาที่ 4-7) 1. พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา 2.พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย 3.นายเศก จุลเกษร 4.นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว 5.นายสุเทพ สังข์วิเศษ 6.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว 7.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว 8.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว 9.นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน 10.นายยะโก๊ป ทีมละ 11.นางสาวเข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ 12.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม 13.นายนิพนธ์ เอกวานิช 14.นายโสภณ มะโนมะยา 15.พันตำรวจโท สง่า ส่งมหาชัย 16.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม 17.นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส 18.นายสมหมาย ศรีจันทร์ 19.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 20.นายวิเชียร ชัยสถาพร 21.นายนิรุตติ สุทธินนท์ 22.นายสากล ภูลศิริกุล 23.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ 24.นายสิทธิกร ธงยศ 25.นายอลงกต วรกี 26.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด

2.ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย 1.นายปริญญา แสนไชย 2.นางเดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม 3.นายพิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์ 4.นางวชิรญา วงษ์โสมะ 5.นายจำนง ฉางข้าวชัย 6.นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว 7.นายโกศล สงรักษ์ 8.นายเมธา หมานพัฒน์ 9.นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์ 10.นายเชาวลิตร พระเลิศ 11. นางสาวทัศนีย์ อินทวิเศษ 12.นายโกวิทย์ สินกลิน 13.นางสาวศุรดา เดชจันทร์แสง 14.นายสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว 15.นางรำพรรณ พวงพุ่ม 16.นางสาวอรปรียา วงศ์ปันติ 17.นายอับดลเหล๊าะ เต๊ะหละ 18.นายอำนาจ กิติโชติ 19.นายปรีชา วิเศษสินธุ์ 20.นางผกามาศ ตันธนะสาร 21.นายสนั่น ไพโรจน์ 22.นายพินัย วรรณทอง 23.นายนิรันดร์ บัวศิริ 24.นายวีระ สุดสังข์ 25.พันตำรวจเอก ชินโชติ พึ่งแสง 26.นายอาทร โยธา 27.นายสมศักดิ์ บุญตี 28.นายเกรียงไกร ศักดี 29.นางสาวธัญรัตน์ สุวรรณพรหม 30.นางสุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์ 31.นางสาวปิยลักษณ์ ศิลาแดง 32.นายสมโภช อ้วนดี

33.นายกิติศักดิ์ จำปา 34.นายนพพร พรหมจันทร์ 35.นายประพจน์ วงศ์ล่าม 36.นายบรรจบ พรมสา

3.บุคคลอื่น 15 ราย 1.นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ 2.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ 3.นายวิรัช บัวคง

4.นายวงศกร ชนะกิจ 5.นางสาววาริน ชิณวงศ์ 6.นายสุบิน ศักดา 7.นายศุภชัย โพธิ์สุ 8.นายปริญญา ธรเสนา 9.นายภูวัสโรดม แสงแก้ว 10.นายอธิวัฒน์ มนตรี 11.นางสาวภัณนิภา ผาสุก 12.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 13.นางสาวนิสิตา หมั่นไชย 14.นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร 15.นางภณิดาทิพย์ เต็งวงษ์วัฒนะ

หลัง กกต.แถลงผลการลงมติก็มีความเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆ โดยพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์จุดยืนของพรรคต่อมติ กกต.ระบุว่า เรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน และเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต.ควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต.ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

 “พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต.และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค โดยพรรคพร้อมร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

'เท้ง' เซ็งไร้ชื่อนักการเมือง

ส่วนที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมรองหัวหน้าพรรค และ สส.พรรค ปชน.ร่วมแถลงข่าวว่า ผลที่ออกมาไม่ใช่มติเอกฉันท์ แต่เป็นเสียงข้างมากส่ง 26 สว. ไปยังชั้นศาล แต่กลับไม่มีการส่งนักการเมืองไปยังศาลเลย  ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย  (ภท.) แม้แต่คนเดียว

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า มติดังกล่าวเป็นการตัดทอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา  ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโครงการเลือก สว.ไม่ว่าจะเป็นโพย ใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพยต่างๆ รวมถึงประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำในรูปแบบของกระบวนการที่ต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน นอกจากนี้หลักฐานยังชัดเจนว่าในบรรทัดฐานเดิมที่ กกต.เคยมีมติที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องไปยังศาล ใช้เพียงข้อความการจับคู่และแลกคะแนนกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพียงไม่กี่ข้อความ

 “พรรคประชาชนเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจในกรณีนี้ของ กกต.เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของ กกต.เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. และเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของ กกต. ซึ่ง 4 จาก 7 คนที่เข้าสู่ตำแหน่ง และการรับรองของ สว.ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่าการใช้ดุลพินิจของ กกต.เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมืองกับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือก สว.”

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เพื่อผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือก สว.ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย  พรรคจะดำเนินการดังนี้ 1.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. ฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเรื่อง สว.ที่ยังไม่ให้ถูกสั่งฟ้องโดย กกต.ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล 3.ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีการโกงเรื่อง สว.ผ่านกลไกของรัฐสภา  เช่นยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย 4.ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา และปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย 5.เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของประชามติในวันที่ 8 ก.พ 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้แก่ สว.สามารถเข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้

อัด กกต.ล้ำเส้น

ขณะที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ได้ออกแถลงการณ์เช่นกันว่า ผลการวินิจฉัยที่ออกมาไม่เหนือความคาดหมาย แต่คำสั่งให้ดำเนินคดีกับ สว. 26 คนแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานว่ามีการโกงการเลือก สว.เกิดขึ้นจริง  และเป็นขบวนการใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คน

ไอลอว์ยังระบุว่า กกต.กำลังล้ำเส้นวางบทบาทหน้าที่เหมือนเป็นศาล หน้าที่ของ กกต.คือต้องไต่สวนคดีโกงเลือก สว. ซึ่งหน้าที่ของ กกต.เมื่อไม่พบหลักฐาน คือต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือก สว.ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มีหลักฐานอันควรเชื่อหรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่บทบาทในการตัดสินชี้ถูกชี้ผิด ชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา องค์กรตุลาการที่มีที่มาเป็นกลางกว่า กกต.ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา

“หลังจากนี้เราจะทยอยเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่ถูกฟ้อง ที่เป็นข้อมูลที่เราได้รับมาจากสำนวนการสืบสวน  เพราะนาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว.ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน เพราะหลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  โดยมีร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยที่ให้อำนาจกับ สว.สีน้ำเงินหยิบเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ ซึ่งเรายืนยันไม่เห็นด้วย เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้ โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว.สีน้ำเงิน”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยื่นสอย-ดำเนินคดีอาญา 26สว.แต่น้ำเงินยังคุมสภาสูง รอโหวต กกต.-ป.ป.ช. ใหม่

เป็นไปตามคาด ไม่เหนือความคาดหมาย กับ”มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.) ในคดีฮั้วสว.ที่ลงมติชี้ขาดกันเมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา กับการส่งคำร้องไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ส่งเฉพาะแค่บางส่วน ไม่ได้ส่งครบหมด 229 ชื่อตามสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26

นายกฯเปิดGastechชู3แนวทาง

นายกฯ เปิดห้องทำงานคุย "โทนี แบลร์" อดีตนายกฯ อังกฤษ ถกเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ บอกธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เปิดช่องไทยมีฐานข้อมูล ดึงประสบการณ์ TBI

เปิดแล้ว 77 รายชื่อ 'คดีฮั้ว สว.' กกต. ส่งศาลฎีกา-ฟ้องอาญา

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกร้องจำนวน 77 ราย รายชื่อผู้ถูกร้อง ตามเอกสารแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขที่ 446/2569 ลงวันที่ 14 กันยายน 2569

ประธาน กกต. แจงสาเหตุไม่สั่งฟ้องภูมิใจไทย พบคุย 'อนุทิน-เนวิน' ที่พูลแมน ไร้หลักฐานเอาผิด

"ณรงค์" ประธาน กกต. แจงยิบยกคำร้อง 21 นักการเมือง ชี้พยาน 3 ปากกลับคำ–ไร้น้ำหนัก พบพยานรหัส 16/26 คดีเก่าติดตัว ยันเส้นเงินสะอาด แม้พบโผล่คุย "อนุทิน-เนวิน" ที่พูลแมน ไร้หลักฐานมัดผิด พร้อมโต้ไม่ได้ฟอกขาวนักการเมือง ชี้มติชุดสอบสวนไม่ผูกมัด ยืนยันประสานดีเอสไอ แกะรอยเส้นเงิน–การใช้โทรศัพท์ต่อเนื่องไปทำคดีต่อเองได้