'วิชา' สับ 'ฮั้ว สว.' สุดเลวร้าย บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย กลายพันธุ์เป็น 'เผด็จการ'

"วิชา มหาคุณ" ออกโรงฉะกระบวนการ "ฮั้วทางการเมือง" ซัดเป็นพัฒนาการขั้นเลวร้าย เหตุกลุ่มทุน-พรรคการเมืองรวมหัวล็อกผลลัพธ์ ทำลายเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ หวังรวบอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ ลั่นระบบไต่สวนไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นสงสัย ชี้หาก กกต.-ศาล ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยถือว่าผิดอย่างมหันต์ จี้ต้องเร่งแก้ไขปัญหาด่วนภายใน 3 เดือน ก่อนประชาธิปไตยพังพินาศจนเผด็จการแทรกซึม

30 กันยายน 2569 - สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวตอนหนึ่งในการเสกล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาในหัวของ "คดีฮั้ว สว. เรื่อง จริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้" ว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ทันใจและมีปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากองค์กรทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางส่วน จึงจำเป็นต้องทำให้เรื่องนี้ตกผลึกทางวิชาการ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยยังคงใช้ได้ดีและเหมาะสมกับสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญต้องการ

สำหรับคำว่า “ฮั้ว” นั้น ศ.(พิเศษ) วิชา อธิบายว่ามีรากศัพท์มาจากภาษาจีนคือคำว่า “เหอ” แปลว่า รวมหัวกัน รวมกัน หรือร่วมมือกัน ซึ่งความหมายดั้งเดิมเป็นความหมายที่ดี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการตกลงทำธุรกรรมในทางไม่ดี กลับกลายเป็นเรื่องการสมรู้ร่วมคิด โดยในอดีตศาลฎีกาเคยวางหลักเบื้องต้นว่าเป็นเสรีภาพในการทำสัญญา จึงไม่เป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อการฮั้วประมูลขยายวงกว้างจนเกิดการข่มขู่ คุกคาม ทำร้าย ไปจนถึงการฆ่ากันตายเพื่อผลประโยชน์ของผู้รับเหมา ศาลฎีกาจึงกลับคำวินิจฉัยวางบรรทัดฐานใหม่ว่า การฮั้วประมูลขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะทันที พร้อมกับการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต พร้อมย้ำว่า ความผิดฐานฮั้วนี้มีความร้ายแรงกว่ามาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเสียอีก ดังเช่นที่เคยปรากฏในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่มีความผิดฐานฮั้วรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ศ.(พิเศษ) วิชา ระบุอีกว่า ปัจจุบันขบวนการฮั้วได้พัฒนาการมาสู่ “การฮั้วทางการเมือง” หรือ Collusion ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่เลวร้ายอย่างยิ่ง เพราะเกิดจากกลุ่มบุคคลหรือนักการเมืองรวมตัวกันวางแผนจัดตั้ง หรือล็อกผลลัพธ์ทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน โดยเฉพาะการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้เลือกกันเองและเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ราวฟ้ากับเหว เนื่องจากไม่มีประชาชนทั่วไปมาร่วมลงคะแนน จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มทุนและเครือข่ายพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง

“พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นคือการจ้างคนมาลงสมัครเพื่อบล็อกโหวต โดยผู้ถูกจ้างเข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนและไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง แต่รับเงินเพื่อมาโหวตตามคำสั่ง มีการจัดทำ “โพยฮั้ว” หรือกำหนดหมายเลขผู้สมัครล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการนัดแนะจัดเลี้ยงและพาไปเก็บตัวนอกรอบ ส่งผลให้ผู้สมัครอิสระที่ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่จริงถูกตัดสิทธิ์และน็อคกลางอากาศโดยไม่ได้คะแนนแม้แต่เสียงเดียว นอกจากคะแนนที่ตนเองลงให้ตัวเอง” ศ.(พิเศษ) วิชา กล่าว

นอกจากนี้ ประเด็นที่ถือเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดต่อประเทศ คือ การทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจและการกินรวบ องค์กรอิสระ เนื่องจาก สว. มีอำนาจสูงสุดในการให้ความเห็นชอบและแต่งตั้งองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช. และ กกต. หาก สว. เข้าสู่อำนาจด้วยการฮั้วของเครือข่ายพรรคการเมือง ก็เท่ากับพรรคการเมืองสามารถครอบงำกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐได้ทั้งหมดโดยปริยาย ทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน ขาดความไว้วางใจหรือความเชื่อถือศรัทธา และส่งผลให้หลักนิติรัฐ-นิติธรรมถูกบ่อนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

ศ.(พิเศษ) วิชา กล่าวถึงข้อเสนอของ ศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ที่เสนอให้ใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการฮั้ว สว. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงแนวทางของนายวัสที่เสนอไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งและศาลปกครอง โดยย้ำว่าทุกช่องทางสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาคดีการเมืองในลักษณะนี้ไม่ใช่คดีอาญาแท้ๆ จึงห้าม กกต. และศาล นำหลักกฎหมายอาญาอย่าง การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือ การพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย หากสงสัยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย (มาปรับใช้เด็ดขาด เพราะหากนำมาใช้จะถือว่าผิดฝาผิดตัวและผิดหลักการอย่างมหันต์

ศ.(พิเศษ) วิชา กล่าวด้วยว่า กระบวนการวิธีพิจารณาความอาญาของไทยเป็นระบบผสม หรือระบบยำใหญ่ ที่นำหลักการต่างๆ มารวมกัน ส่วนมากกระบวนการขี้เกียจพิสูจน์ เพราะจะปวดหัว เพราะฉะนั้นจะมีผู้พิพากษาที่ขี้สงสัยมากๆ ก็จะยกฟ้องเป็นจำนวนมาก และยกประโยชน์แห่งความสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมายแล้วศาลมีอำนาจใน ระบบไต่สวน เพื่อค้นหาความจริงได้เองทั้งหมดจนกว่าจะสิ้นข้อสงสัย

ดังนั้น ในการไต่สวนของ กกต. และการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต้องยึดหลักเกณฑ์ มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย หากพบพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานและสำนวนทั้งหมดมาตรวจสอบได้เอง อย่างเช่นกรณีที่ตนเคยส่งเรื่องไป ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งศาลสงสัยจึงได้เรียกสอบ คำสั่งมอบอำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตรวจสอบเองโดยคู่ความไม่ได้ส่ง

นอกจากช่องทางเลือกตั้งแล้ว ศ.(พิเศษ) วิชา ยังชี้ช่องทางด้าน มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยระบุว่าเมื่อกระบวนการขาดความเชื่อมั่นศรัทธา ย่อมถือว่าขาดจริยธรรม ซึ่ง ป.ป.ช. สามารถส่งฟ้องตรงต่อศาลฎีกา (ศาลฎีกาปกติ) เพื่อสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ทันที

พร้อมกันนี้ ศ.(พิเศษ) วิชา ได้ยกบทเรียนจากประเทศเกาหลีใต้ขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการพิทักษ์ประชาธิปไตย ด้วยกลไกการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากมูลเหตุเรื่องจริยธรรมได้อย่างรวดเร็วเด็ดขาด ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีหญิงที่ใช้เวลาเพียง 3 เดือน จนถึงประธานาธิบดีคนล่าสุดที่พยายามยึดสภาและประกาศกฎอัยการศึก ก็ถูกกระบวนการสั่งให้หลุดจากตำแหน่งภายในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“สังคมไทยจึงต้องนำโมเดลความรวดเร็วนี้มาปรับใช้เพื่อร่วมกันแก้ปัญหากระบวนการฮั้วอำนาจรัฐให้เบ็ดเสร็จภายใน 3 เดือน การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 6 เดือนหรือปล่อยให้ครองอำนาจเป็นปีถือว่าช้าเกินไปอย่างยิ่ง เพราะหากยังยอมปล่อยให้ผู้ที่เข้าสู่อำนาจโดยมิชอบครอบครองอำนาจรัฐต่อไป ระบอบประชาธิปไตยของไทยจะถูกบ่อนทำลายจนกลายพันธุ์เป็นระบอบเผด็จการที่ไม่มีใครต้องการในที่สุด” ศ.(พิเศษ)วิชา กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'จรัญ' ชี้ช่องรื้อคดี 'ฮั้ว สว.' ต้องไปให้ถึงศาลรัฐธรรมนูญ

"จรัญ" ชี้ช่องใช้พยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลการเงิน ข้อความสื่อสารในไลน์ รื้อคดีฮั้วสว. ดันสู่ศาลรัฐธรรมนูญ มัดตัวการใหญ่ทั้งระบบ กางกฎหมาย 3 มาตรา ชี้ชัด กกต. จัดการเลือกตั้ง สว.ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หวังศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จเค้นสอบพยานกลับคำสู่พยานปรปักษ์

'วัส ติงสมิตร' ชี้ 6 ช่องทางเดินหน้าสู้มติ กกต. คดีฮั้ว สว.

นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการใช้ดุลยพินิจของกกต. ในการวินิจฉัยกรณีฮั้วสว. ว่า ตนมีคำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจแค่ไหน

รอดศาลฯแต่วิกฤตศรัทธายับเยิน ดันเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งรอบหน้า

โล่งอก ไปเปลาะหนึ่งสำหรับ กกต. หลัง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องเรียน 22 เรื่อง