‘สร้างอนาคตไทย’ เชื่อ ร่างพรบ.งบ66 ผ่านแน่ แต่จะฉลุยหรือรุ่งริ่งเท่านั้น

‘อุตตม’ เชื่องบผ่านได้แต่ต้องดูจะรุ่งริ่งหรือไม่ แนะ ‘บิ๊กตู่’ ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชน ‘สันติ’แนะต้องเอางบฟื้นเศรษฐกิจก่อน

29 พ.ค.2565-ที่พรรคสร้างอนาคตไทย​ (สอท.)​ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค สอท. พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค สอท. และนายสันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค แถลงถึงภาพรวมเศรษฐกิจ การเมือง ร่าง​ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 และภาพรวมลงพื้นที่ภาคอีสาน

นายอุตตม กล่าวว่า ร่าง​ พ.ร.บ.งบประมาณปี 66 ที่จะเข้าสภาเป็นกลไกการทำงานของรัฐบาล การบริหารในภาวะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องจับตา 2 ประเด็นคือการจัดโครงสร้างงบประมาณ และการจัดสรรเงินจะสามารถช่วยให้รัฐบาลบริหารความเสี่ยงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนับจากนี้ได้ดีแค่ไหน รวมถึงวิกฤติต่างๆที่กระทบเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่อง อาหาร ผลต่อเนื่องจากโควิด-19 ที่จะเข้มข้นขึ้น และสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ดังนั้นงบประมาณจะเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญของรัฐบาลที่เวลานี้ไม่ปกติ การใช้เครื่องมือที่มีอยู่จึงต้องเป็นแนวทางที้ไม่ใช่แบบภาวะปกติ วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่งพรรค สอท.พร้อมเป็นสะพานส่งไปถึงรัฐบาล

“ผมเชื่อว่าร่างพ.ร.บ.งบฯจะผ่านสภา เพราะไม่เคยมีการคว่ำร่างพ.ร.บ.งบมาก่อน แต่จะผ่านแบบฉลุยหรือรุ่งริ่งต้องรอดู ส่วนการที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย ที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ ถือเป็นตัวแปรสำคัญ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ นายกฯต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่ามีแผนที่จะดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร ผมเห็นใจและขอให้กำลังใจนายกฯเพราะเรื่องนี้ไม่ง่าย และตั้งแต่ออกจากรัฐบาลมาไม่เคยพูดคุยกับนายกฯ แต่อย่างใด”

ส่วนนายสันติ กล่าวว่า สมมติฐานการจัดงบประมาณปี 66 ไม่น่าจะเป็นจริงในการจัดทำงบฯ งบที่ใช้กระตุ้นอาจไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน มี 8 เรื่อง ที่ท้วงติง คือ รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ ได้ตามเป้าหมายและพลาดเป้าทุกปี เป็นภาระหนี้สาธารณะที่กู้มามากกว่าที่คาดไว้ โครงสร้างการจัดสรรงบ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง งบให้หน่วยรับ คือ กระทรวง ทบวง กรม ที่ได้รับเป็นงบบุคลากร แสดงให้เห็นว่าติดหล่ม รายจ่ายลงทุน 21.28 % รวมค่าตอบแทบคนทำโครงการ แต่แยก 15.46% เป็นงบลงทุนสินทรัพย์ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ ซึ่งน้อยมาก งบที่เป็นเงินอุดหนุน 35-26% ทำให้ตรวจสอบยาก งบกลางกว่า 590 ล้านบาท หรือ 18.54% ที่แก้ฉุกเฉิน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

ส่วนงบบูรณาการเกือบ 7% ใน 15 แผนงาน แต่เป็นการซุกงบที่จะไม่เห็นในหน่วยงานรับ และ งบซื้ออาวุธ จะไปอยู่ในยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถกองทัพ เกือบ 6 หมื่นล้านบาทใน 3 เหล่าทัพ และยังมีแผนระยะยาวกว่า 4 แสนล้านบาท ใน 10 ปี แม้ประเทศต้องมีความมั่นคงทางทหาร แต่ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ควรลดแล้วเอางบไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประชาชนทำกินได้ก่อน ขอให้ประชาชนจับตา เพราะนักการเมืองเขาไปล็อกงบตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำขอตั้งแต่ท้องถิ่นแล้ว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชิงบทนำฝ่ายค้าน! 'พรรคส้ม' ส่อไม่จับมือ ปชป. ยื่นศาล รธน. ตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เล็งใช้เวทีสภาอภิปรายรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นให้ ป.ป.ช.ทบทวนมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคมใช้นอมินี ถือหุ้นแทน ว่า จริงๆ เราก็มีการหารือกันข้างหลังผ่านกลไกวิปฝ่ายค้านมาโดยตลอดอยู่แล้ว

นายกฯ มอบ 'ภราดร' ประสานงานฝ่ายค้าน ยันรัฐบาลนี้ไม่หนีกระทู้สดแน่นอน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในที่ประชุม ครม.ว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานที่ต้องพึ่งพาจากการนำเข้ามาใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ได้มีประชาชนให้ความสนใจเรื่องการเปลี่ยนมาเป็นโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ดังนั้น นายกฯ จึงได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดให้มีศูนย์ให้คำปรึกษาแบบเบ็ดเสร็จ

'กรวีร์' บอกฝ่ายค้านลดประเด็นการเมือง หลังจี้นายกฯตอบกระทู้ทุกสัปดาห์

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการยืนยันร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะพ.ร.บ.อากาศสะอาดว่า ทางวิปรัฐบาลได้ประสานกับทางครม.เรื่องของการยืนยันกฎหมาย เชื่อว่าครม.จะพิจารณาอย่างรอบด้าน และเสนอเข้ามาให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ซึ่งเป็นเดดไลน์

เดินหน้าตามนโยบายนายกฯ ลุยปราบ 'นอมินี' โชว์ไตรมาสแรกกวาดล้างบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60%

โฆษกรัฐบาล แจง รัฐลุยปราบ ‘นอมินี’ มุ่งสร้างธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ‘ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี’ ชวนปชช.แจ้งเบาะแส 1570

รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง

4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.