
ยุทธพงศ์ จี้นายกฯ เร่งแก้ปัญหาราคาข้าวดิ่งเหว ชี้รีบหาเงินชดเชยตามนโยบายที่ประกาศไว้เกวียนละ 15,000 บาท
14 พ.ย. 2564 – ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาภาคอีสานว่า ไปคุยกับชาวนา ข้าวหอมมะลิตากแห้งคุณภาพดีมาก ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท ชาวนาขายก็ขาดทุน จึงยังขายไม่ได้ ปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำนี้ส่งผลไปยังประชาชน รัฐบาลบอกว่าจะชดเชยราคาข้าวให้ชาวนา กิโลกรัมละ 15 บาท หรือเกวียนละ 15,000 บาท จากเดิมที่ขายได้กิโลกรัมละ 6 บาท หรือเกวียนละ 6,000 บาท จำนวนไม่เกิน 14 ตัน ถ้าราคาขายข้าวจริงๆ ได้เกวียนละ 6,000 บาท ชาวนาจะได้เงินชดเชยเกวียนละ 9,000 บาทหรือประมาณ 126,000 บาท
นายยุทธพงศ์ ระบุว่า แต่ที่ได้รับชดเชยจริงๆคือ 57,900 บาทต่อครอบครัว ที่สำคัญคือ ไม่มีเงินให้จากเงินประกันราคาข้าวที่ต้องใช้ทั้งหมดจำนวน 89,000 ล้านบาท เพิ่งมีเงินจ่ายงวดแรกเพียง 1.3 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ยังขาดเงินกว่าอีก 7.6 หมื่นล้านบาท ในฐานะที่เป็นส.ส.ภาคอีสาน ขอเรียกร้องนายกฯ ให้รีบหาเงินมาประกันราคาข้าวตามที่ประกาศเป็นนโยบายไว้ที่เกวียนละ 15,000 บาท.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ก่อนร่วมงานศพ 'เกรียง'
นายกฯ บินตรวจเยี่ยม-มอบนโยบาย หน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 โคราช ก่อนไปร่วมสวดอภิธรรมศพ 'เกรียง กัลป์ตินันท์' ที่อุบลฯ จับตาพบ 'ทักษิณ' ในงาน
'วรงค์' ฟาด 'อนุทิน' เลิกเล่นวาทกรรม 'กำแพง' ประชาชนรอแก้ปัญหาปากท้องอยู่
หัวหน้าไทยภักดี ซัดนายกฯ ควรวางตัวเป็นผู้ใหญ่ เลิกเสียเวลาทะเลาะผ่านวาทกรรม ชี้ประชาชนรอแก้ปัญ
เอ๊ะ! 'อนุทิน' โพสต์วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่มันก็เจ็บหัวอีก
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul
นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย–อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน
ที่โรงแรม Fairmont Jakarta กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหา
'อนุทิน 'เปิดทำเนียบต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ 6–7 ส.ค.
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมห
ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.
เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย

