‘รสนา’ ส่งจม.เปิดผนึก แจ้ง กกต.สอบแจกเงินดิจิทัลเข้าข่ายผิดกม.หรือไม่

23 ต.ค.2566-น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า รสนาทำจดหมายเปิดผนึกถึงกกต. อีกฉบับเตือนให้ระวังรัฐบาลออกพรก.กู้เงินเพื่อทำโครงการแจกเงินดิจิทัลภายในไตรมาสแรกของปี 2567 เป็นการหลีกเลี่ยงการกำกับโดยรัฐสภาหรือไม่ เข้าข่ายเป็นการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างความนิยมให้แก่พรรคการเมือง หรือไม่ โครงการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาว่าจะให้ในตอนหาเสียง แตกต่างจากที่ชี้แจงไว้กับกกต.นั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ จึงทำจดหมายเปิดผนึกถึงกกต. เป็นการแจ้งข้อมูลสำคัญต่อกกต.แล้ว

เนื้อหาจดหมายที่ส่งถึงกกต.มีดังนี้ กราบเรียนประธานกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่ข้าพเจ้าได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม2566 ร้องเรียนให้คณะกรรมการ ก.ก.ต. ร่วมกับองค์กรอิสระพิจารณาโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการชี้แนะและตักเตือนรัฐบาลกรณีที่มีความเห็นร่วมกันว่าโครงการดังกล่าวเสี่ยงต่อการทุจริตและอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ นั้น

ข้าพเจ้าขอเรียนว่าคณะกรรมการ ก.ก.ต. จะเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาเรื่องนี้ เพราะโครงการดังกล่าวกำลังจะเปิดประเพณีการแข่งขันทางการเมืองใหม่ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง มีรายละเอียด ดังนี้

1.เป็นโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์

โครงการประชานิยมที่ผ่านมานั้น มักจะมีขอบเขตบางประการ เช่น ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ให้ความช่วยเหลือในยามเจ็บป่วย สนับสนุนการซื้อบ้านหลังแรก สนับสนุนการซื้อรถคันแรก เป็นต้น หรือจะเป็นโครงการที่จำเป็นยิ่งยวดเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น วิกฤตสถาบันการเงินปี 2540 วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 วิกฤตโควิดที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศในปี 2563-2565 แต่โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทนั้น มิได้มีสถานการณ์วิกฤตยิ่งยวดทางเศรษฐกิจ มิใช่เพื่อช่วยเหลือคนที่เปราะบางในสังคม มิใช่เพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินใด แต่เกิดขึ้นเพียงเนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ ในปี 2566 ร้อยละ 2.8 และในปี 2567 จะเร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวไม่มีสภาวะวิกฤตใดๆ นั้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลต้องการให้อัตราการขยายตัวในปี 2566 เพิ่มขึ้น เช่นเป็นร้อยละ 5

ดังนั้น โครงการทำนองนี้จึงเป็นโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์ ซึ่งถ้าคณะกรรมการ ก.ก.ต. อนุญาตให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นการสร้างประเพณีทางการเมืองใหม่ที่อันตราย

2.เป็นโครงการที่ใช้เกื้อหนุนการหาเสียงได้

กรณีคณะกรรมการ ก.ก.ต. อนุญาตให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้นได้ รัฐบาลก็ย่อมจะสามารถออกโครงการซ้ำในห้วงเวลาใกล้หมดอายุก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อทำให้เศรษฐกิจบูมคึกคัก และช่วยเสริมคะแนนนิยมให้แก่พรรครัฐบาล อันจะเข้าข่ายเป็นการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างความนิยมให้แก่พรรคการเมือง  “ประการสำคัญ โครงการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาว่าจะให้ในตอนหาเสียงอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างร้ายแรงด้วย

3.เป็นโครงการที่นำไปสู่การแข่งขันทางการเมือง

กรณีคณะกรรมการ ก.ก.ต. อนุญาตให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้นได้ ในการเลือกตั้งในอนาคต พรรคการเมืองก็ย่อมสามารถแข่งขันกัน เช่น ขยายวงเงินแจกเป็นคนละ 1000,000 บาท หรือคนละ 500,000 บาท อันจะเป็นจุดเริ่มต้นพาประเทศสู่หายนะในฐานะการคลังดังเช่นเกิดขึ้นในบางประเทศในทวีปอเมริกาใต้

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะใช้วิธีออกพระราชกำหนดเพื่อกู้หนี้สาธารณะ เพื่อให้สามารถแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทได้ภายในไตรมาสแรกปี ๒๕๖๗ ซึ่งนอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงการกำกับโดยรัฐสภาทั้งที่เป็นโครงการใหญ่อันดับหนึ่งของรัฐบาล ยังจะเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา62 โดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง และการเปิดประเพณีโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์ก็จะยิ่งทำลายหลักการวินัยการเงินการคลังของชาติโดยสิ้นเชิงอีกด้วย

ข้าพเจ้าจึงขอร้องเรียนให้ท่านสั่งให้สำนักงาน ก.ก.ต. พิจารณาว่าโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ตามที่ปรากฏรายละเอียดมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า แหล่งเงินที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงต่อสำนักงาน ก.ก.ต. ว่าส่วนใหญ่จะมาจากงบประมาณ แต่บัดนี้มีแนวโน้มจะใช้วิธีกู้หนี้สาธารณะโดยออกเป็นพระราชกำหนด อันแตกต่างจากที่ชี้แจงไว้ นั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ โดยขอให้พิจารณากฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง มิใช่เฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และขอให้พิจารณารัฐธรรมนูญประกอบด้วย

ข้าพเจ้าจึงทำหนังสือนี้ให้ปรากฏว่าข้าพเจ้าได้แจ้งข้อมูลสำคัญต่อท่านแล้ว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศุภจี' จ่อคุย 'เอกนิติ' ใช้งบหรือเงินกู้ ลุย 'ไทยเที่ยวไทยพลัส'

'ศุภจี' ขอดูความเหมาะสมใช้งบประมาณ หรือเงินกู้ 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' รับต้องดูความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องออกพร้อม 'ไทยช่วยไทยพลัส'

'ไทย-เมียนมา' จับมือใช้ดาวเทียมรับมือไฟป่า-น้ำท่วม-ภัยพิบัติ

รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือไทย–เมียนมา ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมรับมือไฟป่า น้ำท่วม และดูแลทรัพยากรธรรมชาติชายแดน ยกระดับการจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

เร่ง กฟภ. ขยายเขตไฟฟ้า 'ปราสาทตาควาย-เนิน 350' เสร็จต้นปี 70

รัฐบาลสั่งการ กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า 'ปราสาทตาควาย-เนิน 350' ให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 70 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังพลแนวหน้า เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน

เพิ่มทางเลือกเช็กข้อมูลนิติบุคคล ซื้อเฉพาะรายการได้แค่ 5 บาท

รัฐบาลเพิ่มทางเลือกตรวจข้อมูลนิติบุคคล เลือกซื้อข้อมูลในหนังสือรับรองเฉพาะรายการได้ รายการละ 5 บาท ลดต้นทุนประชาชน-ภาคธุรกิจ

ตั้งศูนย์ DOPA N.I.C.E. - Center ปราบโกงสัญชาติ

รัฐบาลยกระดับป้องกันและปราบปรามการทุจริตทะเบียนราษฎรและสัญชาติ จัดตั้งศูนย์ DOPA N.I.C.E. - Center บูรณาการกระบวนการยุติธรรมและภาคีเครือข่าย

รัฐบาลตีปี๊บ! ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สัญญาณศก.ฟื้นตัว

'โฆษกรัฐบาล' ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุระดับ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รบ.เดินหน้าดูแลค่าครองชีพ เร่งส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุนต่อเนื่อง