กลุ่มจังหวัดอันดามันเฮโล ชงโครงการครม.สัญจรพุ่ง 750 ล้าน

แฟ้มภาพ

 กรอ. 6 จังหวัดภาคใต้ จ่อชงโครงการ พื้นที่กลุ่มจังหวัดอันดามัน ท่าเรือ – ปรับปรุงถนน เสนอ ครม.สัญจรสูง 750 ล้านบาท

21 ม.ค.2567 – รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 22-23 ม.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ จะการเดินทางตรวจราชการและการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2567 หรือ ครม.สัญจรที่ จ.ระนอง ซึ่งในวันที่ 22 ม.ค. นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ เพื่อพิจารณาข้อเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่ของทางกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน 6 จังหวัด คือ กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูลหลายโครงการ เบื้องต้นกว่า 750 ล้านบาท แบ่งเป็นจังหวัดเสนอ 350 ล้านบาท และภาคเอกชนเสนอ 400 ล้านบาท

ด้านนายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานกรรมการหอการค้าภูเก็ต เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดอันดามันเตรียมเสนอ 2 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท ให้กรอ. กลุ่มจังหวัดภาคใต้ และ ครม.สัญจร พิจารณา ประกอบด้วย 1.โครงการท่าเรือมารีน่าชุมชน 1 จังหวัด 1 ท่าเรือ รวม 6 ท่า ใน 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล เบื้องต้นจะเสนอก่อสร้างท่าเรือนพรัตน์ จ.กระบี่  วงเงิน 16.8 ล้านบาท 2.โครงการของดีจังหวัดอันดามัน 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต ระนอง กระบี่ เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้เป็นสินค้าพรีเมียม วงเงิน 33 ล้านบาท  ส่วนจ.ระนอง เตรียมนำเสนอโครงการของจังหวัดที่มีวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการปรับปรุงถนนและระบบสาธารณูปโภคพร้อมปรับภูมิทัศน์ถนน “จัดสรรพัฒนา” ตั้งแต่ปากซอย 15 ไปจนถึงสี่แยกประปา จาก 2 เลน เป็น 4 เลน ระยะทาง ประมาณ 750 เมตร 2.โครงการปรับปรุงท่าเรือระนอง – เกาะสอง เนื่องจากท่าเรือดังกล่าว เป็นท่าเรือข้ามฟากระหว่างจังหวัดระนองกับเกาะสอง ประเทศเมียนมา และเป็นท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าด้วย

“ทั้งนี้ จังหวัดระนอง ยังมีโครงการที่จะเสนอให้ ครม.สัญจร ช่วยเร่งรัดดำเนินการอีกจำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการถนนเพชรเกษม จากระนองไปพังงา ซึ่งบางช่วงยังเป็น 2 เลน ปรับให้เป็น 4 เลนตลอดสาย 2.โครงการถนนสายราชกรูด-ชุมพร (หลังสวน) ซึ่งเป็นถนนที่มีความสำคัญต่อ จ.ระนอง ปัจจุบันมีรถใช้สัญจรมาก แต่ยังเป็นถนน 2 เลนที่วิ่งสวนทางกัน จึงอยากเร่งรัดเพื่อรองรับการเดินทางระหว่าง จ.ชุมพรกับจ.ระนอง 3.โครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นคลองบางริ้น วงเงิน 90 ล้านบาท เพื่อทดแทนฝายเดิมที่ได้ชำรุดเสียหายเมื่อปี 2565 ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาของจ.ระนองด้วย” นายก้องศักดิ์ ระบุ

ขณะที่นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ รองประธานหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ พื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า จ.กระบี่ จะเสนอของบประมาณ 38 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารใหม่สำหรับเพิ่มห้องผ่าตัด โดยอาคารดังกล่าวจะมีห้องผ่าตัดหัวใจ ทำบอลลูน ทำบายพาสหัวใจ และฉีดสีด้วย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลุ้นข่าวดีอีก! 'สีหศักดิ์' แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

‘สีหศักดิ์‘ เผย ‘กลาโหมโอมาน’ประสานไทยส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลัง‘เรือ SCG’ผ่านได้อย่างปลอดภัย

'อนุทิน' รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ พยักหน้ารับ ปมเล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

นายกฯ ทำท่ารูดซิปปาก เลี่ยงตอบสื่อ บอกขอไปเชียงใหม่ก่อน’ พยักหน้ารับ ปมเล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%

'ภราดร' แจง พ.ร.ก.กู้เงิน รับมือวิกฤตพลังงาน ยังไม่เข้าครม. ลั่นต้องมี 'ครม.ศก.' กลั่นกรองก่อน

‘ภราดร’ เผย ยังไม่มีนำ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เร็วๆนี้ ระบุพ.ร.บ.โอนงบประมาณ หารือในช่วง มิ.ย. พร้อมกับร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 ย้ำโครงการไทยช่วยไทย เฟสแรกใช้งบ 20,000 ล้านบาทก่อน เริ่ม พ.ค.นี้

นายกฯ วางกฎเหล็กงบปี 70 ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส ย้ำใช้คุ้มค่าที่สุด

นายกฯ มอบนโยบายงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส วางกฎเหล็กเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20% ยันรัฐบาลยึดหลักทำงาน 3 ประการ

รบ.เตรียมออก พรก.กู้เงิน 5 แสนล. 'ปกรณ์' ลั่นจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อน พลังงาน-ซุปเปอร์เอลนีโญ

‘ปกรณ์’ เผย รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้จำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง-ซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

เอ็ดดี้ มอง 'ถุย' ของนายกฯอนุทิน ไม่ใช่แค่คำหลุดบนเวทีสงกรานต์ คือสัญญาณทางการเมืองที่น่าคิด

อัษฎางค์ ชี้โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ว่า คำว่า ถุย เหมาะหรือไม่เหมาะ แต่คือรัฐบาลจะเปลี่ยนโมเมนต์ไวรัลนี้ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่