
‘ภูมิธรรม’ คอนเฟิร์มทำประชามติ 3 ครั้ง เพื่อความปลอดภัย ชง ครม. อังคารนี้ คาดทำรอบแรกเดือน ส.ค. ซัดกลุ่มจ้องเคลื่อนไหวห้ามปชช.ใช้สิทธิ์ ปัดหารือหัวหน้าพรรคร่วมเรื่องนิรโทษกรรม
22 เม.ย. 2567 – เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล วันที่ 21 เม.ย. ว่า เป็นการหารือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากวันที่ 23 เม.ย. จะนำเรื่องรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถ้า ครม.อนุมัติจะส่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลย กระบวนการจะเดินหน้า แต่บังเอิญว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องที่สภาไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องประชามติจะทำกี่ครั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้รับวินิจฉัย ฉะนั้น ในที่ประชุมเลยคิดว่าน่าจะทำประชามติ 3 ครั้ง เพื่อความปลอดภัย แต่ในความเห็นของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังเห็นเป็นสองฝ่าย ทั้งที่เห็นว่าควรทำประชามติ 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง จึงนัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือกันในครั้งนี้
ทั้งนี้ จากผลการหารือของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เห็นควรให้ทำประชามติ 3 ครั้ง และจะหารือในที่ประชุม ครม.ว่าแนวคำถามประชามติจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะต้องอิงกับสิ่งที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเตรียมแนวคำถามประชามติไว้บ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ในร่างของคณะกรรมการฯ มีคำถามแล้ว แต่จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้งหนึ่ง อย่างเช่น แก้รัฐธรรมนูญโดยไม่แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ที่มีการยืนยันกัน 3 พรรค
เมื่อถามว่า จะมีการกำหนดไทม์ไลน์เอาไว้หรือไม่ว่า จะมีการเดินหน้าแต่ละขั้นตอนอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากผ่านที่ประชุมครม. วันที่ 23 เม.ย. จะส่งไปที่ กกต.เลย กระบวนการทั้งหมดอยู่ที่ กกต. ที่จะต้องจัดการภายใน 90 วัน ซึ่ง กกต. สามารถทำเร็วกว่านี้ได้ อยู่ที่ กกต. จากนี้ไปจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาลแล้ว ถือว่ารัฐบาลทำหน้าที่จบแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ กกต. แต่คาดว่าถ้าไม่มีปัญหาอะไร การทำประชามติครั้งแรกน่าจะประมาณเดือน ส.ค.นี้ และกระบวนการต่างๆ จะขยับไปตามกระบวนการกฎหมาย
ส่วนกังวลหรือไม่ หากประชาชนไม่เห็นด้วยที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจจะออกมาเคลื่อนไหวนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า จะบอกว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมไม่ได้ ที่จะเสนอ ครม. วันที่ 23 เม.ย.จะเป็นการเสนอความเห็นที่แตกต่างทั้งหมด สิ่งที่เสนอไปทั้งฝ่ายค้านและไอลอว์ได้เชิญมาร่วมแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายนี้ปฏิเสธไป และในกระบวนการสรรหาอนุกรรมการที่มีนายนิกร จำนง เป็นประธาน ได้มีการไปคุยกับพรรคก้าวไกล คุยกับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีการออกแบบสอบถาม สส. และ สว. ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำมาโดยตลอด
“การกล่าวหาว่ามีแต่พวกตัวเองนั้น คิดว่าเป็นที่ดูแคลนคณะกรรมการฯ มากเกินไป เพราะเราคุยกับผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย รวมถึงการสอบถามประชาชนทั้งสี่ภาค ฉะนั้น จะมาบอกว่าไม่ได้ไปคุยไม่ได้ เราคุยทั้งหมด ถ้าจะขาดคงขาดแค่พรรคฝ่ายค้านที่ปฏิเสธจะเข้าร่วมกับเราตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม วันที่ 23 เม.ย. จะสรุปข้อเสนอของอนุกรรมการทั้งหมดเข้า ครม. และจะมีการแนบความเห็นของพรรคฝ่ายค้านหรือประชาชน กลุ่มไอลอว์ ไปด้วย คิดว่าครบถ้วนแล้ว เราไม่มีอะไรปิดบังอำพราง ไม่ได้เล่นแร่แปรธาตุอะไร ความจริงเสร็จตั้งแต่เดือน ธ.ค.66 และสามารถเข้าได้เลย แต่เนื่องจากมีประเด็นที่เสนอไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นห่วงว่าถ้าเราเดินหน้าต่อไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นอีกอย่าง กระบวนการที่ทำมาก็จะสิ้นสุดลง” นายภูมิธรรม ระบุ
นายภูมิธรรม กล่าวว่า บางข่าวที่บอกว่าจะมีประชาชนเคลื่อนไหวไม่ให้ประชาชนมาลงประชามติ ขอให้ไปพิจารณาดูว่าโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ถ้าจะมีความเห็นอย่างไรก็ใช้บทบาทมาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระบวนการเป็นอย่างไรว่าไปตามนั้น แต่ถ้าจะบอกว่าไม่ไปใช้สิทธิ์ ถ้าไม่ผ่านก็กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 60 เหมือนเดิม แต่ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงก็เข้ามาแก้ไข โดยใช้กระบวนการประชาชนตามกฎหมายเข้ามาแก้ เราบอกแล้วว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความเป็นประชาธิปไตย
เราตั้งใจและประกาศไว้แล้วว่าจะให้เสร็จภายใน 4 ปีที่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาล มีกฎหมายลูกและพร้อมที่จะเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาใหม่ ฉะนั้น อยากให้ฝ่ายค้านพิจารณาให้รอบคอบว่าอยู่ๆ ไปเคลื่อนไหวไม่ให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแสดงว่าฝ่ายค้านอยากจะกลับไปอยู่ตั้งแต่ยุครัฐประหาร ตามรัฐธรรมนูญปี 60 ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเข้ามาช่วยกันแก้ กระบวนการแก้อย่างไรก็มาว่ากัน ตนไม่อยากให้คิดอะไรแบบเบ็ดเสร็จว่าความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง
“เพราะถ้าจะอ้างความเห็นประชาชนไม่ต้องการ ตัวแทนพรรคการเมืองก็มีฐานสมาชิกจากประชาชนที่สนับสนุนเขามา จึงอย่าเอาเรื่องนี้มาเถียงกันเลย ถ้าจะอย่างนั้นตนก็บอกว่า 6 พรรคการเมืองในรัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน ไม่เช่นนั้นเราคงตั้งรัฐบาลไม่ได้ ซึ่งถ้าเถียงกันเรื่องนี้มันไม่ใช่สาระ สาระสำคัญคือทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ส่วนเรื่องหมวด 1 และหมวด 2 มันมาจากการหาเสียงของพรรคการเมือง มีการแถลงข่าวและยังมีการนำเข้ามาในรัฐสภา เป็นโยบายของรัฐบาล และกระบวนการก่อนตั้งรัฐบาล ทุกคนเห็นแล้วว่าทุกพรรคการเมืองที่มาร่วมตั้งรัฐบาลพูดเรื่องหมวด 1 และหมวด 2 ชัดเจน ฉะนั้น เราทำตามกระบวนการและสิ่งที่ชอบโดยปกติทั้งหมด ไม่มีประเด็นอื่น” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าว
เมื่อถามว่า มีการคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ไม่ได้คุย คุยเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ถกทีมไทยแลนด์ ชูจุดแข็ง 'รัฐบาล' เสถียรภาพสูงมาก ไม่หากินผิดกม.
นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต ยัน ครม. ชุดนี้ ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ย้ำจุดแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพสูงมาก ด้าน ‘ทีมโรดโชว์’ ชมเปาะ นโยบายเพิ่มความมั่นใจนักลงทุน
'ไหม' จวก 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2' ไม่ช่วยกระตุ้นศก. แซะหั่นแจกอีก 2 ด. แค่กระตุ้นความนิยมรบ.
'ศิริกัญญา' จวก 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2' ปลดล็อกงบกู้ 2 แสนล้าน แต่หั่นเหลือเดือนละ 500 บ. แซะ แจกเงินกู้วิกฤตศรัทธา
'จุติ' หนุนต่ออายุ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เดินหน้าปฏิรูปภาษี-ปราบทุจริต-ลดงบซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบปีละ 1 แสนล.
‘จุติ’ หนุนต่ออายุอีก 2 เดือน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นการบริโภค พร้อมเดินหน้าเร่งปฏิรูปภาษี-ปราบทุจริต-ลดงบซ้ำซ้อน ประหยัดเงินปีละ 1 แสนล้าน
'สมชัย' แฉเบื้องลึก! ทำไม กกต. ตัดทิ้งคำให้การ 'เอกราช'
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "โคนันสมชัย วิเคราะห์จดหมายกลับคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา" โดยระบุว่า
รัฐบาล ย้ำดูแลค่าครองชีพต้องมองทั้งระบบ ชี้มาตรการน้ำมัน-ราคาสินค้า มีเป้าหมายต่างกัน
รัฐบาล ย้ำดูแลค่าครองชีพต้องมองทั้งระบบ ชี้ราคาน้ำมันส่งผลทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า แต่ละมาตรการมีเป้าหมายต่างกัน ใช้เงินรัฐต้องตรงจุด คุ้มค่า ย้ำวงเงินกู้ไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมด
ภาคประชาสังคมชง 'ดับไฟใต้' 16 ข้อ ยึดปชช.ศูนย์กลาง
ดร.อังคาร กาญจนเพชร ประธานสมัชชาพลเมืองพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้ เปิดเผยว่า วันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้

