ฟิต! นายกฯอิ๊งค์ก่อนบินไปสหรัฐ ประชุมแผนรับ นทท.ช่วงไฮซีซั่น ย้ำจุดเช็คอินอย่าช้า

นายกฯประชุมเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น กำชับจุดเช็คอินต้องเร็ว อย่าช้า ก่อนบินสหรัฐฯ-เปรูคืนนี้ ร่วมผู้นำเอเปก ครั้งที่ 31

10 พ.ย.2567-ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เวลา 16.00 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เดินทางถึงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ชั้น 4 เพื่อตรวจติดตามการดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นโดยเมื่อเดินทางถึงนายกฯได้ตรวจแถวอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว (Tourist Police Volunteer) โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายสรวงศ์ เทียนทอง  รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.)น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง(ททท.) และคณะกรรมการบริหารบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ บอร์ด AOT รอต้อนรับด้วย

จากนั้นนายกฯ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมรองรับรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นร่วมกับคณะ  ก่อนกล่าวว่า อยากให้ทุกคนทราบการท่องเที่ยวเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเศรษฐกิจของบ้านเราและถือเป็นนโยบาย ของประเทศไทยเราก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในทุกภาค เพราะนอกจากจะเป็นนโยบายหลักแล้ว เราก็อยากเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในหลายๆประเทศ เพื่อที่จะให้มีความพร้อมจริงๆ อย่างที่รู้ว่าคนต่างชาติ ประทับใจคนไทยทั้งในเรื่องของเซอร์วิส และการดูแลต่างๆที่คนไทยมี ซึ่งตนอยากจะขอเน้นย้ำในเรื่องของเจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน อยากให้ผู้บังคับบัญชาทุกคนช่วยกันดู เพราะเจ้าหน้าที่ของเราทำงานหนัก โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น ซึ่งหน้างานมันเหนื่อยมาก อย่างตำรวจเองทุกที่และทุกปีเหนื่อยมากก็อยากให้ดูแลในส่วนนี้

นายกฯกล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ ขอให้ดูเรื่องการเช็คอินให้มีความรวดเร็วอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจจะมีความล่าช้าเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น แต่ก็อย่าให้มันช้าจนเสียแพลนที่นักท่องเที่ยววางไว้  ซึ่งตนทราบมาว่ามีเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆที่ทำให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ ในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆก็ต้องขอเพิ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการดูแลนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น

“ วันนี้ที่มาคุยกันทุกภาคส่วน เพราะทุกๆที่นั้นมีความสำคัญ เราก็มาดูกันว่ามีอะไรตรงไหนที่จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติม”

ต่อมานายกฯ ตรวจเยี่ยมระบบตู้ข้อกำหนดสำหรับการเช็คอินด้วยตนเอง (Self Service Check-In : KIOSK) และจุดโหลดกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ในการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วยการสแกนใบหน้าของผู้โดยสารด้วยระบบ Biometric บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

ก่อนที่เวลา  19.00 น. นายกฯ เดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติสวรรณภูมิ  ไปยังนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ที่กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ระหว่างวันที่ 10 – 18 พ.ย.นี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทักษิณงง! อดีตนายกฯ พักโทษยังต้องติดกำไลอีเอ็ม

'ทักษิณ' งงหลังคณะกรรมการพักโทษมีมติให้ติดกำไล EM 'อุ๊งอิ๊ง' บอกครอบครัวพร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง 'ทนายวิญญัติ' ร่ายยาวกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สะท้อนพันธนาการควบคุมคอนโทรล

'กสิกรไทย'อวดกำไร Q1 แตะ 1.46 หมื่นล้าน

'กสิกรไทย'เปิดกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน โต 6.35% จากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัยและบริการ ชี้พิษตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดคาดทั้งปีโตเพียง 0.8–1.2%

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.