12 ธ.ค.2567 - นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งพนักงานไต่สวน ระดับสูง มีความสนิทสนมกับกรรมการ ป.ป.ช. และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำภาค มีพฤติกรรมเรียกรับเงินจากผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวถูกไล่ออกจากราชการ ถูกดำเนินคดีอาญา แต่ยังมีพฤติกรรมเข้า-ออกภายในสำนักงาน ป.ป.ช. และยังติดตามกรรมการ ป.ป.ช. คนดังกล่าว
สำนักงาน ป.ป.ช. ขอชี้แจงว่ากรณีดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพบว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มีการกระทำความผิดวินัยกรณีจงใจนำข้อมูลเรื่องกล่าวหาที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับการแต่งตั้งและมอบหมายไปเปิดเผย จึงมีคำสั่งพักราชการเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ต่อมามีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและดำเนินคดีทางอาญา ซึ่งจากการสอบสวนวินัยนั้น สำนักงาน ป.ป.ช. มีคำสั่งลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ลงโทษไล่เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. รายดังกล่าวออกจากราชการเนื่องจากกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่งพักราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
ส่วนการดำเนินคดีอาญา คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีตเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คนดังกล่าว กรณีร่วมกันเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือทางด้านคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ป.ป.ช. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายหรือโดยทุจริต และรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำด้วยประการใด ๆ อันมิชอบ ด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น และเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 157 และมาตรา 164 ประกอบมาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 180 ประกอบมาตรา 183 และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมเอกสารประกอบให้อัยการสูงสุดพิจารณาดำเนินคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งต่อมาสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 มีหนังสือแจ้งว่า อัยการสูงสุดได้พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นควรรับดำเนินคดีอาญาฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในฐานความผิดดังกล่าว และดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 แล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567
อนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คนดังกล่าวถูกพักราชการและถูกไล่ออกจนถึงปัจจุบัน อดีตเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คนดังกล่าวไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจของสำนักงาน ป.ป.ช. หรือมาช่วยงานกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปชป. จัดหนัก! ร้อง ป.ป.ช.-มท. เชือด 'สก.ส้ม' เสียบบัตรแทนกัน
'โฆษก ปชป.' พร้อม สก. แถลงลุยสอบปมสภา กทม. ลงมติแทนกัน เล่าเหตุการณ์วินาทีโหวต เตรียมร้อง ป.ป.ช.-มท. ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง แต่ต้องร่วมสร้างความโปร่งใส
'พศจ.เชียงใหม่' สยบฉาว ยันไม่มีพระเรียกรับเงินรักษาตำแหน่งสงฆ์
นางอารีย์ จันทร์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับกรณีที่พาดพิงวงการสงฆ์เชียงใหม่เรียกรับเงินเพื่อรักษาตำแหน่งสำคัญทางสงฆ์
ถอดบทเรียนคดี ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตนายก อบจ.อุบลฯ
"การทุจริตไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการเปิดซองประกวดราคา หากแต่อาจเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่มีผู้หยิบปากกาขึ้นมากำหนด 'ราคากลาง' ของโครงการ"
'ผบ.ตร.' เร่งสรุปโกงสอบท้องถิ่น จ่อแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 11 ราย
'ผบ.ตร.' ประชุมคณะทำงาน เร่งสอบพยานหลักฐาน-ข้อกฎหมายคดี โกงสอบท้องถิ่น สรุปชง 'ปกรณ์' วันศุกร์นี้ จ่อเรียกผู้เกี่ยวข้องอีก 11 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
นักวิชาการ สะท้อนข่าวดัง เงินโอน 51 ครั้ง เมื่อ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต
นักวิชาการอิสระ สะท้อนเงินโอน 51 ครั้ง กับคำถามที่ใหญ่กว่าคดี เมื่อผลประโยชน์ทับซ้อน คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต
'สมชัย' บอกยังไม่พอ! ป.ป.ช.ต้องฟันโกงท้องถิ่นยังไม่ถึงราก
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

