นักวิชาการ สะท้อนข่าวดัง เงินโอน 51 ครั้ง เมื่อ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต

12 ก.ค.2569-วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง เงินโอน 51 ครั้ง กับคำถามที่ใหญ่กว่าคดี : เมื่อ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” คือจุดเริ่มต้นของการทุจริตเนื้อหาระบุว่า ข่าวดังเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงมติชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรงแก่ จ่าเอกหญิง สิริกร (หรือศิว์ศิรี) ปิ่นเพ็ชร์ อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารออมสิน พร้อมกลุ่มเอกชนสนับสนุน กรณีเรียกรับเงินจากบริษัทผู้รับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ สารคดีสั้น และวิดีโอพรีเซนเทชั่น รวม 51 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 1.91 ล้านบาท ในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2560

คดีนี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวทุจริตรายวันอีกคดีหนึ่งในหน่วยงานของรัฐ… แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป คดีนี้กลับซ่อนคำถามสำคัญที่สังคมควรเรียนรู้มากกว่าตัวเลข 1.9 ล้านบาท นั่นคือ “เหตุใดกฎหมายจึงห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผลประโยชน์จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นก็ตาม?”

คำตอบของคำถามนี้ คือหัวใจของกฎหมายต่อต้านการทุจริตในโลกยุคใหม่

การทุจริต…ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ

คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า การทุจริตจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างเห็นได้ชัด เช่น การล็อกสเปก ช่วยให้ชนะการประมูล หรืออนุมัติโครงการโดยมิชอบ แต่ในความเป็นจริง การทุจริตส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการลงนามอนุมัติ หากแฝงตัวเงียบ ๆ ตั้งแต่วันที่ “ความเป็นอิสระในการตัดสินใจ” ของผู้ใช้อำนาจรัฐถูกบั่นทอนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายของหลายประเทศจึงมิได้มุ่งลงโทษเฉพาะเมื่อเกิดการรับสินบนโจ่งแจ้งแล้วเท่านั้น หากยังสร้าง “แนวป้องกัน” ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดการทุจริตจริง ซึ่งประเทศไทยก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ผ่านพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (พ.ร.ป. ป.ป.ช.) ที่บัญญัติห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน (เกณฑ์ไม่เกิน 3,000 บาท) เว้นแต่กรณีที่กฎหมายอนุญาต

พูดง่าย ๆ คือ กฎหมายมิได้รอให้เกิดความเสียหายขึ้นก่อน แต่ทำหน้าที่บล็อกไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจสูญเสียความเป็นกลางตั้งแต่แรก! พันธนาการจาก “เงินทอน” จะทำให้อำนาจรัฐบิดเบี้ยวโดยอัตโนมัติ

เจาะลึกข้อเท็จจริง & มติชี้มูลจาก ป.ป.ช. จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบพฤติการณ์ที่สะท้อนการเชื่อมโยงผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังนี้ครับ

อำนาจหน้าที่ในมือ: จ่าเอกหญิง สิริกร มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการควบคุมการผลิต ตรวจรูปแบบรายการ และมีอำนาจตัดสินใจให้รายการออกอากาศ

เส้นทางการเงิน (Money Trail): ในช่วงปี 2553 – 2560 ได้รับเงินโอนรวม 51 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,912,720 บาท จาก 2 บริษัทคู่สัญญา ผ่านตัวกลาง ดังนี้: 1.บริษัท กุนซือ มีเดีย จำกัด โอนผ่าน นายชาติชาย จอมแก้ว 2. บริษัท สตาร์ทติ้ง จำกัด โอนผ่าน นางสาวกวินทิพย์ เปลี่ยนศรี

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.

1.ฝั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ: การกระทำของ จ่าเอกหญิง สิริกร มีมูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 (มาตรา 6 และมาตรา 11) และกฎหมาย ป.ป.ช. ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (เรียงกระทงลงโทษตามจำนวนกรรม) นอกจากนี้ยังมีมูลความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันธนาคารออมสินได้ลงโทษ “ไล่ออก” จากตำแหน่งไปแล้ว

2. ฝั่งเอกชน: บริษัท กุนซือ มีเดีย จำกัด, นายชาติชาย จอมแก้ว, บริษัท สตาร์ทติ้ง จำกัด และนางสาวกวินทิพย์ เปลี่ยนศรี มีมูลความผิดทางอาญาฐาน “เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานและสำนวนหลักฐานทั้งหมดไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

ผลประโยชน์ทับซ้อน : ศัตรูที่มองไม่เห็นของธรรมาภิบาล

ในทางสากลมีคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Conflict of Interest หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

คำนี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้น “ทุจริตแล้ว” เสมอไป แต่หมายถึง สถานการณ์ที่ผลประโยชน์ส่วนตัวอาจมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อธิบายว่า ความขัดกันแห่งผลประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อ “ผลประโยชน์ส่วนตัวมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลอย่างไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ”

จุดสำคัญที่สุดอยู่ตรงคำว่า “มีแนวโน้ม”

กฎหมายจึงไม่จำเป็นต้องรอให้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่ามีการเอื้อประโยชน์แบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้ตรวจรับงานรับเงินจากผู้รับจ้าง หรือผู้ควบคุมสัญญาได้รับผลประโยชน์จากคู่สัญญา ความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบก็พังทลายลงทันที

หลัก “Appearance of Impropriety” : แม้โปร่งใส…ก็ต้องไม่ทำให้สงสัย

กฎหมายและจริยธรรมของหลายประเทศพัฒนาไปไกลถึงหลักการที่เรียกว่า Appearance of Impropriety หรือแปลว่า “แม้ไม่มีความผิดจริง ก็ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้สาธารณชนมองว่าไม่โปร่งใส”

หลักการนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการตุลาการ อัยการ และองค์กรกำกับดูแลระดับสากล เพราะความน่าเชื่อถือขององค์กรสาธารณะไม่ได้ตั้งอยู่เพียงบนความซื่อสัตย์ส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ แต่ตั้งอยู่บน “ความเชื่อมั่นของประชาชน” (Public Trust)

บางครั้ง สิ่งที่ทำลายศรัทธาของสังคมไม่ใช่การพิสูจน์ตัวเลขทุจริตในท้ายที่สุด แต่เป็นเพียง “ภาพลักษณ์” ที่ทำให้ประชาชนเชื่อไปแล้วว่า การตัดสินใจของรัฐไม่ได้เกิดจากความเป็นกลาง การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนจึงไม่ใช่แค่การปกป้องตัวเจ้าหน้าที่คนเดียว แต่คือการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันรัฐทั้งหมด

คดีนี้ขึ้นศาลใด?

อีกประเด็นที่ประชาชนมักไม่ค่อยแน่ใจว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือองค์การของรัฐ คดีจะต้องขึ้นศาลอาญาปกติหรือศาลอาญาคดีทุจริตฯ?

คำตอบคือ คดีนี้จะถูกยื่นฟ้องต่อ “ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง” (เนื่องจากสำนักงานใหญ่ธนาคารออมสินตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ)

ความน่าสนใจคือ การกำหนดเขตอำนาจศาลของไทยนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือสถานะของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ลักษณะของฐานความผิด” เป็นหลัก เมื่ออัยการยื่นฟ้องตามกฎหมายเฉพาะ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 หรือ พ.ร.ป. ป.ป.ช. คดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทันที รวมถึงลากเอาเอกชนผู้สนับสนุนเข้าไปรับการพิจารณาในศาลนี้พร้อมกันด้วย ต่างจากคดีความผิดทั่วไปอย่างยักยอกหรือฉ้อโกงส่วนตัวที่จะขึ้นศาลอาญาปกติ

เงินโอน 51 ครั้ง บอกอะไร และบทเรียนที่ใหญ่กว่าคดี?

ในแง่คดีความ จำนวนการโอนเงินที่ถี่ถึง 51 ครั้ง ตลอดระยะเวลาหลายปี ถือเป็นพฤติการณ์สำคัญในทาง “นิติวิทยาศาสตร์การเงิน” (Financial Forensics) ที่สะท้อนถึงความต่อเนื่อง พยานหลักฐานเหล่านี้คือ รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) หรือร่องรอยการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกบันทึกไว้ในระบบอย่างถาวรและยากที่จะลบทำลาย อย่างไรก็ตาม ในระบบนิติธรรม จำเลยยังคงมีสิทธิคุ้มครองและต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์เหตุผลของธุรกรรมเหล่านั้น

แต่บทเรียนที่ใหญ่กว่าผลลัพธ์ของคดีนี้ คือการตื่นรู้ของสังคมใน 2 มิติหลัก:

1.สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ: ความซื่อสัตย์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การปฏิเสธไม่รับเงินสินบนก้อนโตในห้องมืด แต่คือ การรักษาระยะห่าง (Professional Distance) จากผลประโยชน์ส่วนตน และไม่ยอมให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่สังคมสามารถตั้งคำถามถึงความเป็นกลางได้

2. สำหรับภาคเอกชน: การจ่าย “เงินทอน” หรือค่าคอมมิชชันแฝง ไม่ใช่ “ต้นทุนทางธุรกิจ” ที่ยอมรับได้อีกต่อไป ในยุคที่กฎหมายเข้มงวดและไล่เช็กเส้นทางการเงินย้อนหลังได้เป็นสิบปี การยอมเป็น “ผู้สนับสนุน” ทุจริต อาจหมายถึงจุดจบของบริษัทและอิสรภาพของกรรมการผู้มีอำนาจ

ธรรมาภิบาลมิได้เริ่มต้นที่ศาล และไม่ได้สิ้นสุดที่คำพิพากษา หากเริ่มต้นจากจิตสำนึกร่วมกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐรักษาระยะห่าง ภาคเอกชนเคารพกติกา และกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างเด็ดขาด… “รัฐที่สุจริต” ก็จะเกิดขึ้นจริงได้โดยไม่ต้องอาศัยคำโฆษณาชวนเชื่อใด ๆ เลยครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ปชป.' บุก ป.ป.ช. บี้ใช้ ม.131-135 กันพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น สาวถึง 'บิ๊กการเมือง'

'ปชป.' บุก ป.ป.ช. ทลายระบบอุปถัมภ์ จี้ใช้ ม.131-135 กันพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น ลั่นอย่าตัดตอนแค่ปลาซิวปลาสร้อย สาวให้ถึง 'บิ๊กการเมือง'

วัส ติงสมิตร ออกโรงแจง คดีฮั้ว สว. สวนอินฟลูชื่อดัง ลอย ชุนพงษ์ทอง ระบุ กกต. ต้องใช้หลัก 'มีหลักฐานอันควรเชื่อได้' ก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เลยขั้นตอนที่จะใช้หลัก 'มีเหตุอันควรสงสัย'

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายข้อกฎหมาย ถึงบทบาทที่แท้จริงของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับ ศาลฎีกา เรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

อดีตผู้พิพากษาฎีกา ชงวาง 'โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ' ใน พ.ร.บ. หวั่นกฎกระทรวงผันแปรตามนโยบาย

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ยกแนวทางต่างประเทศเทียบการบริหารโทษทางอาญา ชี้ศาลควรมีบทบาทชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของโทษ ขณะที่ฝ่ายปกครองต้องบริหารและบังคับโทษภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมหนุนแนวทางกำหนด “โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ” ก่อนเสนอระยะยาวควรบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ในระดับ พ.ร.บ. เพื่อความมั่นคง ไม่ผันแปรตามนโยบายรัฐมนตรีแต่ละยุค