5 มีนาคม 2568 - เมื่อเวลา 13.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่..) พ.ศ... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่มี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาของรัฐสภา ได้ทักท้วงต่อการแก้ไขของกมธ. ในมาตรา 3 ซึ่งแก้ไข มาตรา 132 ว่าด้วยข้อกำหนดคุ้มครองผู้ที่ให้ถ้อยคำ แจ้งข้อมูลหรือเบาะแส ต่อ ป.ป.ช. โดยได้ตัดข้อความที่เป็นเงื่อนไขการให้ถ้อยคำ ข้อมูล เบาะแสที่ทำโดยสุจริต ออกไป ทำให้สมาชิกรัฐสภาไม่เห็นด้วยเพราะกังวลว่าจะเปิดช่องให้นักร้องเรียนที่มีเจตนาไม่สุจริตยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อกลั่นแกล้งบุคคล รวมถึงฝ่ายการเมือง และไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่มีเจตนาไม่สุจริต
ทั้งนี้ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า กรณีตัดข้อความดังกล่าวออกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการบังคับใช้ ผู้ร่วมกระทำผิดส่งเอกสารต่อ ป.ป.ช. ไม่กันไว้เป็นพยาน การฟ้องปิดปาก หากกระทำโดยสุจริตผู้ถูกดำเนินคดีพิสูจน์เจตนานำส่งเอกสาร หากไม่สุจริต ข้อกังวลใช้ช่องว่างทางกฎหมายกลั่นแกล้งไม่สุจริต หลักฐานและข้อมูลที่ส่ง ป.ป.ช.เป็นความจริงต้องได้รับความคุ้มครองไม่ว่าเจตนาเป็นอย่างไร หากข้อมูลเป็นเท็จ ป.ป.ช.พิจารณากลั่นกรองใช้เบาะแสอีกชั้นหากผู้นำส่งมีเจตนาสร้างพยายานหลักฐานเท็จจะถูกดำเนินคดีอาญา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเจตนาของผู้นำส่งหลักฐาน การคงไว้ซึ่งกระทำโดยสุจริตมีข้อเสียมากกว่าข้อดี คือ ลดการคุ้มครองของผู้ที่ส่งเอกสารอย่างมีนัยสำคัญ เจตนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เอกสารต่างๆ ป.ป.ช.ต้องพิสูจน์ก่อนนำไปใช้ในชั้นศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา พบว่าที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่เห็นว่าไม่ควรตัดข้อความที่เป็นเงื่อนไขการให้ถ้อยคำ ข้อมูล เบาะแสที่ทำโดยสุจริต ออกไป
ทั้งนี้หลังจากที่ประชุมอภิปรายรายละเอียดแต่ละมาตราแล้วเสร็จ ได้ลงมติ โดยมติที่ประชุมเสียงเอกฉันท์ 507 เสียงเห็นชอบร่างพ.ร.ป. ป.ป.ช. ดังกล่าว พร้อมกับเห็นด้วยกับข้อสังเกตเพื่อส่งไปยัง ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดบัญชีทรัพย์สิน 'เลขาธิการ ป.ป.ช.' รวย 33.9 ล้าน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหนี้สินของนายสุรพงษ์ อินทรถาวร กรณีเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69
หวิดวุ่น! ถกนัดแรก กมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านท้วงไม่ได้เก้าอี้ 'รองประธาน'
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนด้านพลังงานประเทศ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 1 ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานที่ประชุมชั่วคราว ได้เปิดให้สมาชิกเสนอชื่อประธานกมธ.ฯ
ประธานรัฐสภา มอบนโยบายใช้ห้องสมุด ลั่นกฎหมายจะออกมากหรือน้อยอยู่ที่สมาชิก-พรรคการเมือง
"ประธานรัฐสภา" มอบนโยบายส่งเสริมการใช้ห้องสมุดรัฐสภา ชู หัวใจนักปราชญ์ "สุ จิ ปุ ลิ" ย้ำ บทบาทประธานรัฐสภาต้องบริหารนิติบัญญัติให้เป็นที่พึ่งประชาชน เสาร์-อาทิตย์แก้ปัญหายาเสพติด ชี้กฎหมายจะเดินหน้าได้อยู่สมาชิก-พรรคการเมือง
ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 'อุตสาหกรรม จ.สระแก้ว-วิศวกรชำนาญ' ออกใบอนุญาตโรงงานมิชอบ
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหา นายศุภกฤต พรรคนาวิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว
ป.ป.ช. ฟัน ผกก.สภ.ปัว ทุจริตเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปัว จังหวัดน่าน กับพวก ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยไม่มีการปฏิบัติงานจริงแล้วรวบรวมนำเงินที่เบิกได้ทั้งหมดมาแบ่งจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายของสถานีตำรวจภูธรปัว
ป.ป.ช. ชี้มูล นายก อบต.ทุ่ม จ.ศรีสะเกษ กับพวก เรียกรับผลประโยชน์แลกต่อสัญญาจ้าง
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพิภพ พวงจันทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ กับพวกเรียก รับ ผลประโยชน์ตอบแทนจากพนักงานจ้างจำนวนหลายรายเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างของปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

