อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาวิพากษ์ชำแหละปมแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราคุ้มค่าจริงหรือ!

29 ม.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่อง "แก้รายมาตรา" คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ? มีเนื้อหาว่า แม้กระแสเลือกตั้ง สส. จะกลบข่าวประชามติไปบ้าง แต่เมื่อวันลงประชามติใกล้เข้ามาทุกขณะ เริ่มมีบุคคลสร้างชุดความคิดเข้าสู่สังคม โดยเฉพาะผ่านสื่อกระแสรอง ซึ่งมีทั้งการใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึก และการใช้ข้อกฎหมายควบคู่เหตุผลที่น่ารับฟัง

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอวิพากษ์วิจารณ์ชุดความคิดดังกล่าวเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 และที่มาขององค์กรอิสระ

ชุดความคิด: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จำเป็นต้องแก้ไขเพราะมีจุดอ่อนมาก โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริงและถูกครอบงำได้ง่าย จนเป็นต้นตอของความขัดแย้งในปัจจุบัน

คำวิจารณ์: ข้อนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอเสริมข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่มาของ สว. ระบบ "เลือกกันเอง" นั้นถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้วมาโดยตลอด (พบว่ามีถึง 138 คน จาก 200 คน หรือคิดเป็น 70% ของวุฒิสภา)

2.กับดักของการ "โละของเก่า ร่างใหม่" และข้อจำกัดทางกฎหมาย

ชุดความคิด: การร่างใหม่ทั้งฉบับมีข้อจำกัดจากศาลรัฐธรรมนูญ คือ สสร. จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภา ซึ่งสุดท้ายก็จะได้ตัวแทนโควตาพรรคการเมืองแบบเดิม

คำวิจารณ์: "เห็นด้วยบางส่วน" โดยขออ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 (10 ก.ย. 2568) ที่ระบุว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำฉบับใหม่ได้แต่ต้องผ่านประชามติ 3 ครั้ง (ครั้งที่ 1 และ 2 รวมกันได้) และไม่อาจให้ประชาชน "เลือกผู้ร่างได้โดยตรง"

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ร่างต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภาเท่านั้น ชุดความคิดนี้จึงอาจคลาดเคลื่อน รัฐสภาสามารถออกแบบองค์กรยกร่างแบบ Hybrid Model เพื่อปิดจุดอ่อนการครอบงำได้ เช่น:

(1)ตัวแทนกลุ่มอาชีพ: เลือกกันเองให้โปร่งใสในมิติทางสังคม

(2) ผู้ทรงคุณวุฒิ: ให้สถาบันการศึกษาหรือสภาวิชาชีพเสนอชื่อเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางการเมือง

(3) สมัชชาประชาชนจังหวัด: คัดเลือกตัวแทนจังหวัดละ 1 คน ผ่านกระบวนการสรรหาที่เป็นธรรม

3. การสิ้นเปลืองงบประมาณและความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น

ชุดความคิด: การร่างใหม่สิ้นเปลืองงบกว่า 3,000 ล้านบาท และซับซ้อน การแก้รายมาตรามีประสิทธิภาพมากกว่า ประหยัดกว่า และทำประชามติครั้งเดียวจบ

คำวิจารณ์: ขอเห็นต่างใน 2 ประเด็น:

(1) ในเชิงปฏิบัติ: การแก้รายมาตราผ่านวาระ 1 และ 3 ได้ยากมาก เพราะต้องใช้เสียง สว. ถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะได้รับความเห็นชอบในประเด็นที่กระทบต่อที่มาและอำนาจของตนเอง

(2) ความคุ้มค่าเชิงระบบ: การร่างใหม่คือการล้าง "มรดกความขัดแย้ง" ทั้งระบบในครั้งเดียว ส่วนการแก้รายมาตราหากต้องแก้หลายเรื่องสำคัญตามมาตรา 256 อาจต้องทำประชามติแยกกันหลายครั้งจนงบประมาณบานปลายและสร้างความสับสนมากกว่า

4.การบิดเบือนประเด็นและการชี้นำทางการเมือง

ชุดความคิด: ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง แต่ถูกชี้นำให้เลือกข้างว่าถ้าโหวต "ไม่เห็นชอบ" จะต้องทนใช้รัฐธรรมนูญรัฐประหารตลอดไป

คำวิจารณ์: เห็นด้วย แต่ปัจจุบันมีการชี้นำไปอีกทางว่าใครที่โหวต "เห็นชอบ" คือคนทรยศหรือล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 77 (3) มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ 200,000 บาท และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ท้ายที่สุดนี้ ด้วยเหตุผลข้างต้น ในการลงประชามติครั้งนี้ ผู้เขียนขอลงมติ “เห็นชอบ” ว่า “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอ็ดดี้' ลากไส้ 'แก๊ง3ท.' 'เท้ง-ทอน-ทิม' ศาสดาแห่ง Copy and Paste เทียบชั้น เทปผีซีดีเถื่อน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่า นโยบายที่สร้างความฮือฮาของพรรคส้มเป็นนโยบาย Copy and Paste เทปผีซีดีเถื่อนในวงการเมืองสีส้มๆ

'เอ็ดดี้' วิเคราะห์ทำไม 'อภิสิทธิ์' ไม่ประกาศชัด ไม่เอาส้ม-แดง เหมือนที่ประกาศไม่เอาเทา

บทวิเคราะห์ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ทำไม ’อภิสิทธิ์‘ ไม่ประกาศชัดๆ ว่าไม่เอาส้ม/แดง เหมือนที่ประกาศไม่เอาเทา