กลุ่มรณรงค์แก้ รธน.ยอมรับประเมินยาก ผลประชามติ 8 ก.พ.ผ่านหรือคว่ำ ยันแก้รายมาตรา ไม่ได้ประหยัดงบ มากไปกว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับ
05 ก.พ.2569 - นายณัชปกร นามเมือง แกนนำกลุ่มเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวในเรื่องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวประเมินการทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ หลังถูกถามว่าจนถึงตอนนี้ประเมินว่า ผลประชามติจะออกมาว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นขอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกล่าวว่า ถึงตอนนี้ ยังประเมินยากมาก เพราะว่าผลโพลไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ผลโพลบางอันก็ทำให้เห็นว่าอาจจะไม่ผ่าน ซึ่งเหตุผลที่ทำให้คนประเมินว่ามันไม่ผ่านก็คือคนยังเข้าใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา อาจจะประหยัดหรือใช้เวลาหรือมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น
นายณัชปกร กล่าวต่อไปว่า เพราะหากสมมุติว่าอยากจะแก้ เอาแค่เรื่องคุณสมบัตินักการเมือง เช่นเรื่องอายุ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเรื่องคุณสมบัติของนักการเมือง สมมุติหากเห็นว่า สส.ควรอายุ 20 ปีก็สมัครรับเลือกตั้งได้แล้ว ไม่ต้อง 25 ปีแบบปัจจุบัน แค่แก้เรื่องนี้ ก็ต้องทำประชามติ ซึ่งมันกลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มันไปสร้างล็อกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันทำได้ยาก แล้วมันทำให้การแก้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิรูปองค์กรอิสระ ทั้งเรื่องที่มาของกรรมการองค์กรอิสระและอำนาจขององค์กรอิสระเอง ก็ต้องทำประชามติทั้งหมด จึงมีข้อเสนอว่าเพื่อทำให้การร่างรัฐธรรมนูญมันสอดคล้องกัน ไม่จำเป็นต้องไปแก้แบบขยักขยอน เพราะหากไปแก้ตรงนั้น(บางมาตรา) มันไม่ตรง มันไม่เหมือน แล้วจะเกิดปัญหา ควรพิจารณาสังขยานามันทีเดียวเลย โดยใช้กลไกที่ยึดโยงกับประชาชน แล้วก็ให้ประชาชนทุกคน approve เพราะว่าต้องทำประชามติ ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อาจจะชอบธรรมมากกว่า ซึ่งเรื่องงบประมาณไม่ได้แตกต่างกัน หากจะทำแบบประหยัด มันก็ประหยัดได้ แต่การแก้รายมาตรา หากสมาชิกวุฒิสภาไม่ยอมให้แก้ไข มันกลายเป็นว่า บางเรื่องต้องค่อย ๆ ทำค่อย ๆ แก้ แล้วจะต้องทำประชามติไม่รู้กี่ครั้ง
นายณัชปกร ยืนยันว่า เรื่องแก้รายมาตราประหยัดงบประมาณกว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นความเข้าใจที่ผิด คนยังเข้าใจผิด แล้วต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าอันนี้ เป็นปัญหาจากกกต.ที่ออกเอกสารแจกส่งให้ประชาชน ที่เป็นเล่มสีฟ้า โดยไประบุในข้อเสียว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสิ้นเปลืองงบประมาณ จนทำให้คนเข้าใจผิดว่าแก้รายมาตรา ใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่ไม่เป็นความจริง เป็นประเด็นหลักที่หลายคนไม่รู้และหลายคนก็คิดว่าแก้รายมาตราดีกว่า แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องของเนื้อหา มันไม่ได้มีนัยสำคัญที่แตกต่างกัน ตรงนี้ก็อาจเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ไม่ผ่าน นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจะไปลดทอนมาตรการปราบการทุจริต จะไปลดทอนเรื่องการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแก้มาตรา 112 ไปแก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเรื่องมาตรา 112 ก็อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาอาญา แต่รัฐธรรมนูญก็แยกต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน
ส่วนเรื่องจะไปแก้หมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ ในความเป็นจริง การทำประชามติ เป็นแค่การเปิด ประตูด่านแรก จะแก้หรือไม่แก้หมวด 1 หมวด2 อยู่ที่รัฐสภา ซึ่งหากประชาชนเห็นว่ากลไกที่เสนอมาจะไปแตะต้องหมวด 1 หมวด2 คุณมีอำนาจตัดสินใจได้อีกในการทำประชามติ ครั้งที่ 2 ว่าเอาหรือไม่เอา การทำประชามติวันที่ 8 ก.พ. มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมวด1 หมวด 2 แต่เป็นเรื่องการเปิดประตูไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ส่วนจะร่างใหม่อย่างไร ให้มีกรอบเนื้อหาอย่างไรบ้าง จะไปอยู่ในการทำประชามติครั้งที่ 2ตรงนี้คิดว่าประชาชนยังไม่เข้าใจแล้วก็มีการให้ข้อมูลที่ชวนให้เข้าใจผิดด้วย
"ส่วนหากว่าประชามติจะผ่าน จะผ่านด้วยอะไร ผมคิดว่าอาจจะผ่านด้วยแรงโกรธต่อกกต. คือผมคิดว่าปรากฏการณ์ที่มีคนแชร์โพสต์ของไอลอว์ที่เป็นแค่บอกว่าหมายเลขรหัสเขตคืออะไรหนึ่งล้านแชร์ มันมีพลังมาก ตลอดชีวิตการทำงานภาคประชาสังคมของผมผมไม่เคยเจอโพสต์ของภาคประชาสังคมที่เราได้จำนวนแชร์ในโลกออนไลน์ถึง 1 ล้านแชร์มาก่อน แสดงว่าประชาชนค่อนข้างตื่นตัว แล้วเขาก็รู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ เขาก็มีความไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระและกลไกการเมืองต่างๆ ตอนนี้ เชื่อว่าถ้าคนได้รับรู้ว่าวันที่8 กุมภาพันธ์ จะเป็นการเปิดประตูด่านแรกไปสู่การแก้ปัญหาทั้งหมดที่เรากำลังเผชิญหน้ากันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างทางการเมือง เราก็อาจจะเห็นปรากฏการณ์ที่เสียงโหวตเห็นชอบอาจจะชนะ"แกนนำกลุ่มเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญระบุ
เมื่อถามว่า เรื่องท่าทีของพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ที่แสดงจุดยืนเห็นชอบกับการทำประชามติ จะมีผลต่อการออกเสียงประชามติหรือไม่ เพราะประชาชนที่จะโหวตให้พรรคการเมือง(ระบบปาร์ตี้ลิสต์) ก็อาจจะโหวตไปในทางเดียวกับจุดยืนเรื่องประชามติของพรรคที่ตัวเองจะเลือก ส่วนพรรคที่ประกาศไม่เห็นชอบกับประชามติ ก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็ก จะมีผลต่อประชามติหรือไม่ นายณัชปกร-เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ วิเคราะห์ประเด็นนี้ว่า ตอนนี้พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนชัดเจนเท่าที่ผมเห็น ก็มี พรรครวมไทยสร้างชาติ -พรรครักชาติ ที่ชัดเจนและมีการรณรงค์ด้วยว่าไม่เห็นชอบ ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนก็โหวตเห็นชอบทั้งคู่ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมกังวลก็คือการมีเลือกตั้งและประชามติพร้อมกัน มันทำให้มีข้อมูลเต็มไปหมด
อย่างผมเดินสายไปรณรงค์ประชามติทั่วประเทศเราก็พบว่ามีคนจำนวนมากที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะต้องได้บัตรใบที่ 3 สีเหลือง(บัตรประชามติ) เพราะฉะนั้น 24 ล้านเสียง ถ้ารวมพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนเข้าด้วยกัน (คะแนนตอนเลือกตั้งปี 2566) จะมาโหวตเห็นชอบกับประชามติด้วยกันทั้งหมดเลยหรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจเพราะว่ามันไม่ได้มีกระแสโหวตเห็นชอบแบบอึกทึกครึกโครม แต่ก็หวังว่า1 ล้านแชร์ มันจะทำให้ช่วงโค้งสุดท้าย คนตื่นตัวมากขึ้น เป็นความคาดหวัง แต่ว่าไม่กล้าหวังมาก เพราะเอาจริงๆต้องยอมรับว่าการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ในระยะเวลาอันสั้น มันก็มีความสุ่มเสี่ยงอยู่
ส่วนว่าแกนนำแต่ละพรรคการเมือง ควรต้องแสดงจุดยืนในเรื่องประชามติหรือไม่ คิดว่ามี 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกก็คือคุณต้องบอกก่อนว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาจริงหรือไม่ ถ้าเห็นว่ามีปัญหาซึ่งเอาจริง ๆถ้าเราดูตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาก็แทบทุกพรรคลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหมด ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันพูดก่อนว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาอย่างไร
ประเด็นที่ 2 ก็คือพรรคการเมืองต้องพูดว่า หากอยากให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เขาต้องการอะไร แล้วจุดยืนของพรรคเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่า เขารณรงค์เห็นชอบ เพราะว่า คุณอนุทิน ก็ถูกดาราเขาถามว่าจะโหวตอย่างไร คุณอนุทิน ก็บอกเห็นชอบ รวมถึงในพรรคเอง นายนิกร จำนงที่ถูกวางตัวให้เป็นคนออกมาสื่อสารเรื่องนี้ แต่เราก็พบว่าในช่วงหลังเวลาที่ภาคประชาชนจัดเวทีแล้วเชิญตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยมาคุยเรื่องนี้ เราไม่ค่อยได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งเมื่อ 28 มกราคมที่ผ่านมา ภาคประชาชนเชิญ ลอรี่ - พงศ์พล ยอดเมืองเจริญมาร่วมพูดคุย ซึ่งเขาบอกว่าพรรคภูมิใจไทยเสียงแตก มีทั้งคนเอาและไม่เอา แล้วก็มีประเด็นเรื่องของหมวด1 หมวด 2 ซึ่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็พูดเรื่องหมวด 1 บท 2 ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องประชามติครั้งที่ 2 ทั้งสิ้นไม่ใช่การทำประชามติครั้งนี้ ที่เป็นแค่การเปิดประตู ว่าเราอยากร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และนัยยะที่มันสำคัญกว่านั้นก็คือว่า หากวันนี้คนไปโหวตไม่เห็นชอบ แล้วไปดูเรื่องการแก้รายมาตรา ก็มีปัญหาเหมือนกัน หลายคนจะบอกว่ามันไม่เกี่ยวกัน มันยังแก้รายมาตราได้ แต่ว่ามันเป็นเรื่องโมเมนตัมทางการเมืองว่าถ้าโหวตไม่เห็นชอบมันมากจนชนะ ผมว่าคนก็จะรู้สึกว่าเราก็ต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จะแก้ยากมาก มันเป็นเรื่องโมเมนตัมทางการเมือง
“คิดว่าสำคัญเลยพรรคการเมืองต้องพูดความจริงว่า หากโหวตเห็นชอบ แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อไป หรือโหวตไม่เห็นชอบจะส่งผลอย่างไรในทางการเมืองในทางกฎหมาย รวมถึงเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ก็ต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่ากลไกในการแก้ไขเรื่องนี้มันอยู่ในประชามติครั้งที่ 2 ซึ่งประชาชนต้องเป็นคนตัดสินใจอยู่ดี ก็อยากให้พูดปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 กันให้เยอะเพราะว่าพูดแล้วไม่ได้เสียหายอะไรกับการสะท้อนปัญหาของประเทศเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องทำ”นายณัชปกรกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สมชัย' เผยกูรูฟันธง ภายใน 3 เดือดหากไม่เริ่มแก้ไขรธน.จะเริ่มต้นนับหนึ่งไล่รัฐบาล
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า มีคนถามผมว่า ถ้าเราใช้เงิน 3,000 ล้านเพื่อทำประชามติและมีผลประชามติแล้วว่า
ชี้แก้ปากท้องก่อน รธน.ใหม่รอใน 2 ปี
“ภราดร” แจงกลัวเสียของ ครม.ใช้ร่างรัฐธรรมนูญเดิม อาจถูกตีตก “พริษฐ์” ซัดเดือด รัฐบาลไม่จริงใจ เมินเสียงประชามติ “ปชน.” จวก สูญงบ 9 พันล้านเพื่อเริ่มใหม่ ครป.-ญาติวีรชนฯ แนะใช้ รธน.ปี 40 เป็นฐาน
'ภราดร' แจงเหตุครม.ไม่ยืนยันร่างรธน. หากส่งร่างเดิมกลับมาคาดอาจถูกตีตก ล่าช้าอีกสมัย
'ภราดร' แจงเหตุ ครม.ไม่ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ แต่ให้สภาฯชุดใหม่ เป็นผู้เสนอ ย้อนต้นตอยุบสภาฯชุดที่แล้วเพราะความเห็นไม่ตรงกัน หากส่งร่างเดิมกลับมา คาดอาจถูกตีตก ไม่สามารถเสนอร่างในทำนองเดียวกันได้ในสมัยประชุมนี้ หวั่นล่าช้าไปอีกสมัยประชุม
'สมชัย' กระตุก 'พรรคส้ม' เลิกฝันนับหนึ่งใหม่แก้รธน.จะดีกว่า หากเชื่ออีกก็ให้เขาหลอกต่อไป
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า รัฐบาลอนุทิน ต้องมีคำตอบให้ประชาชน ก่อนปล่อยให้ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตกไป เราใช้เงิน 3,000 ล้านบาท
'อ.บุญส่ง' ยกตัวอย่างหลายประเทศพยายามอยู่ร่วมกัน โต้วาทกรรม 'ไม่แปลกแบ่งแยกดินแดน'
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง วาทกรรม “ไม่แปลก” คือเบื้องหลังการเมืองของการ “แบ่งแยก” มีเนื้อหาดังนี้
'เท้ง' ขน 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจ-วิกฤต ชูธีม 'พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว'
'ณัฐพงษ์' งัดไม้เด็ด เตรียม 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล ชูธีม 'พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว' แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจและกลุ่มดูแลวิกฤต ย้ำปมวิกฤตราคาน้ำมัน-วิกฤตฝุ่นควัน พร้อมจี้ เดินหน้าแก้ รธน.

