ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม

25 กุมภาพันธ์ 2569 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม กรณี ที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคกล้าธรรม ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคและเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมชุดใหม่ จำนวน 31 คน นั้น

บัดนี้ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กรณี นายปรีดา บุญเพลิง กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม และนายบัญชา เดชเจริญศิริกล กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ลาออกจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ตามหนังสือลาออกลงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายทะเบียนสมาชิกพรรคกล้าธรรม ได้รับทราบการลาออกดังกล่าวในวันเดียวกัน ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคกล้าธรรมสิ้นสุดลง และเป็นเหตุให้ความเป็นกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามข้อบังคับพรรคกล้าธรรม พ.ศ. 2568 ข้อ 59 วรรคหนึ่ง (2) และข้อ 16 วรรคหนึ่ง (3) ดังนั้น จึงทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม คงเหลือ จำนวน 29 คน ได้แก่

Screenshot

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้พิพากษาสมทบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พ้นจากตำแหน่ง

ราชกิจจานุเบกษาเผย ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ผู้พิพากษาสมทบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก

ในหลวง พระราชทานเศวตฉัตร 7 ชั้น กางกั้นพระโกศ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ เรื่อง สถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ความว่า 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ ‘พลตรี’ และให้พ้นปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์