
“เอกนิติ” จัดชุดใหญ่! คลอดมาตรการ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง เกษตรกร บรรเทาผลกระทบ สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
12 เมษายน 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากชนะการการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
กลุ่มเปราะบาง: มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
ภาคเกษตร: มาตรการโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยธกส. เพื่อลดต้นทุนการผลิตเช่นปุ๋ย และเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้อง วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐจะช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทนร้อยละ 3 เมื่อทำตามเงื่อนไข และกู้ได้สูงสุด 100,000 บาท ต่อราย
ผู้ประกอบการคู่สัญญาภาครัฐ: ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) โดยกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการคู่สัญญาภาครัฐลดกระทบจากราคาวัสดุและน้ำมันที่ผันผวน
ภาคขนส่ง: สนับสนุนงบประมาณจำนวน 2,060.74 ล้านบาท ในช่วง 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่ง ได้แก่ 1) กลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบรรทุกขนาดเล็ก 2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ 3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซล) 4) กลุ่มรถเท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถบัส รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส)
มาตรการเตรียมพร้อมปชช และ SMEs เพื่อปรับตัวเปลี่ยนผ่านไปพลังงานสะอาด:
ธ.ออมสิน: จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการปรับตัวด้านพลังงาน วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับประชาชน
ธอส: สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน สำหรับการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และ refinance ที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อการกู้เพื่อซื้อ solar rooftop วงเงิน 300,000 บาท ต่อราย ดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี 3 ปีแรก
ธสน: สนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่ง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 2.06 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง
ธพว: จัดทำโครงการ SMEs Green Productivity เพื่อยกระดับ SMEs เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท ต่อราย
ปรับลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ: คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รบ.ทุ่ม1.76แสนล. ‘ไทยช่วยไทยพลัส’อุ้ม43ล้านคนแจงศาล‘พรก.กู้’สัปดาห์นี้
รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” แจงไม่ได้กระตุ้น ศก. แต่บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพกว่า 43 ล้าน
เมิน‘โพลรู้สึกโกง’!
ประเด็นหน่วยงานรัฐคอร์รัปชันร้อนเป็นไฟ นายกฯ ยันเอาความจริง ไม่เอาโพล ไม่เอาความรู้สึก หากกล้าบอกใครทำผิดก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย ยืนยันรัฐบาลนี้ปราบทุจริตเข้มงวด
จับมือรวยไม่ไหวแล้ว อนุทินชี้‘รัฐ-เอกชน’ต้องไปด้วยกัน/จ่อเชิญภาคการเงิน!
“รัฐบาล” เปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว “เอกนิติ” บอกหวังเอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว
‘เอกนิติ’ยืนยันชงครม.สัปดาห์หน้ากู้เงิน2แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส
‘เอกนิติ’ ยันจ่อชงปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ทุบโต๊ะกู้ 2 แสนล้านบาท พ่วงโครงการไทยช่วยไทย พลัส เข้า ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ คอนเฟิร์มเดินหน้าตามไทม์ไลน์ พร้อมยันกู้ตามความต้องการใช้ ไม่มีกู้มากอง ป้องกันรัฐเสียดอกเบี้ย ไม่หวั่นฝ่ายค้านยื่นศาลเบรก พ.ร.ก. กู้เงิน ยืนยันเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
กู้ล็อตแรก2แสนล. อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส/‘ฟ้า-ส้ม’จับมือลงชื่อยื่นตีความ
"เอกนิติ" ย้ำ "มูดี้ส์" ไม่ติดใจรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน มั่นใจ ศก.ไทย-วินัยการคลัง ทุบโต๊ะกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทก่อน อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส เตรียมชงแผนปรับโครงสร้างหนี้เข้า
‘เอกนิติ’ทุบโต๊ะกู้ล็อตแรก2แสนล้าน อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส/ชงครม.12พ.ค.นี้
‘เอกนิติ’ กดปุ่มประชุมแผนบริหารหนี้สาธารณะ สั่งทุบโต๊ะกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทก่อน อัดฉีดไทยช่วยไทย พลัส คาดเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในวันที่ 12 พ.ค. นี้

