'ศิริกัญญา' ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ส่อขัด รธน. 172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่า เตือนอย่าเอาเงินเยียวยาปชช.เป็นตัวประกัน ด้าน 'ภราดร' ย้ำจำเป็นต้องกู้รับมือพิษสงคราม ย้ำออก พ.ร.ก.ไม่ขัด รธน.
07 พ.ค.2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... แต่นายอนุทิน มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่แทน
โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันเรายังคงไม่เห็นเนื้อหาในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงที่รองนายกฯ ออกมาแถลงว่าเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้น จึงต้องมีการถามในรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือแผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาทซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องของวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร ปรากฎว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท หลังจากที่เราจะมีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และวงเงินเยียวยามีแค่ 2 แสนล้านบาท แต่ 4 เดือนแรกจะใช้ไป 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊ปแจกหมดหน้าตักปั๊ป และยังบอกอีกว่าหลักการของ พ.ร.ก.นี้คือ 5T โดย T แรกคือ Target คือมุ่งเป้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน จึงขอถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคนนั้น เป็นการมุ่งเป้าแบบใด กลุ่มเป้าหมายไหน เราไม่ได้ติดใจการเติมเงินเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แถมการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่เดือดร้อนแล้วจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คนที่การช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเหมือนการเยียวยาแบบสุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลืออาจจะไม่เดือดร้อน คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงอยากถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตนทราบดีถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แต่ในหลักการ 5T ของพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวนี้มีการระบุไว้ด้วยว่าจะยังรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่อีกนิดเดียวก็แทบจะเรียกว่าเยียวยาถ้วนหน้าแล้ว เหลืออีกแค่ประมาณ 7 ล้าน แต่ยิ่งภาวะถังแตกเราต้องยิ่งใช้เงินอย่างระมัดระวัง และหาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือมีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด ลดจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท แต่ยังถือว่าเยอะอยู่ดี และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาอยู่พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย จึงขอถามว่าหากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งทีี่โครงการนี้ยังไม่มีแผนว่าจะนำมาใช้แต่อย่างไร หากจะบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานเร่งด่วนภายใน 1 ปี ต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 นั้น จะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน หากรออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนคิดว่าไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนไปเลย สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม
“หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็น พ.ร.บ. ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ต้องถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาในพ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาทโดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
ด้านนายภราดร ชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน ในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก ซึ่งนายเอกนิติ ได้แถลงหลายครั้ง ทั้งสงครามที่ส่งผลกระทบไปที่วิกฤตพลังงานน้ำมัน ต่อไปที่ต้นทุนราคาสินค้า และเป็นภาระให้กับพี่น้องประชาชนในการไปซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง จึงจำเป็นที่จะต้องออกพ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท มีคำถามว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.เร่งด่วน อีก 4 แสนล้านบาท นั่นคือในส่วนเงินงบประมาณปกติในปี 69 ส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้ทางรัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า รวมถึงการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เริ่มแรกรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณ สำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้งบประมาณ 2-3 ไตรมาส เราคาดว่าจะได้งบประมาณถึง 8-9 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่าสุดท้ายทางสำนักงบประมาณไปสำรวจดูก็คาดว่าจะเหลือที่สามารถโอนงบประมาณได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางที่เหลือเหลืออยู่ 2 หมื่นล้านบาท จะมีเงินในกระเป๋าเพียงแค่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถจะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเหตุผลหลักในการจำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
นายภราดร กล่าวต่อว่า ท่านได้ถามว่า รัฐบาลได้แบ่งออกเป็น 2 ก้อนสำหรับ 4 แสนล้านบาทคือก้อนละ 2 แสนล้านบาท ในส่วนแรกเป็นในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะสงคราม ตนเชื่อว่าท่านไม่ติดใจ แต่ท่านได้ถามว่า 2 โครงการหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ 2 แสนล้านบาทแรก คือโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40 ซึ่งนายเอกนิติ ได้วางแนวทางไว้ว่าอาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วย 4 เดือน เท่ากับหนึ่งคนจะใช้เงินประมาณ 4,000 บาท แล้วจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ์ และในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยปัจจุบันมีผู้ถือบัตรนี้ประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งช่วยสนับสนุนเอาเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาท เช่นเดียวกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดใช้เงินประมาณ 172,800 ล้านบาท ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ มีการประเมินสถานการณ์สงครามว่าจะมีการยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ซึ่งก็ได้ประเมินว่าอาจจะอยู่ในช่วงยืดเยื้อระดับกลาง อาจจะไม่จบเร็วในเร็วๆนี้
นายภราดร กล่าวอีกว่า ด้วยฉากทัศน์แบบนี้จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้เพราะเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงวางมาตรการที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้ และที่ท่านถามถึง 5T โดย Target กลุ่มเป้าหมายว่าจะตรงหรือไม่ ก็ต้องถามตรงๆว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ส่วนหนึ่ง 13.2 ล้านคน คือกลุ่มผู้เปราะบางเราจัดสรรให้ส่วนหนึ่งคือ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนอีกส่วน 30 ล้านสิทธิ์ ขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งที่แล้วที่มีการลงทะเบียนตอนรัฐบาลอนุทิน 1 ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งมาลงทะเบียนจริงๆแค่ 19 ล้านคน จึงเพิ่มตัวเลขจาก 20 ล้านคนให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมทั้งหมดที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้ทั้งสิ้น 43.2 ล้านคน จึงเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
นายภราดร กล่าวด้วยว่า เรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้มีการประชุมกับ 4 หน่วยงานและได้มีแผนการคลังระยะปานกลาง รวมถึงได้มีการทำฉากทัศน์ไว้ทั้งในส่วนของการใส่เงินกู้ก้อนนี้เข้าไปด้วย ที่แยกเป็น 2 ส่วน และในส่วนของพ.ร.บ.งบประมาณปกติก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้วซึ่งทั้งหมดจากการประมาณการของ 4 หน่วยงานทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังจะไม่เกินที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเด็นเรื่องสอดไส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาทหลัง ตนเรียนว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศว่ามองเรื่องของวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบใดและเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วรมว.พลังงาน ก็ได้มาชี้แจงต่อสภาฯ ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ในการที่จะลดค่าของชีพของประชาชนโดยที่ไปจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟประชาชนแบบบ้านเรือนจะเสียค่าไฟลง ซึ่งเป็นร่มเดียวกัน ในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตั้งใจจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายเอกนิติพูดเสมอว่า จะทำเปลี่ยนรูปแบบพลังงานจากพึ่งพาพลังงานฟอสซิลลดลงให้มากที่สุด แล้วสนับสนุนพลังงานสะอาด เราเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์ โดยเรื่องของพลังงานในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามา และหลังจากที่พ.ร.ก. หลังจากที่ผ่านสภาฯ แล้วก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองโครงการและจะทำให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของการลดภาระการใช้พลังงานจากพลังงานฟอสซิล และเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตแบบนี้อีกเมื่อไหร่หรือไม่ จึงเป็นโอกาสของประเทศในการที่จะเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ท่านถามว่าทำไมไม่ใช้งบประมาณในปี 70 ท่านก็รู้ดีว่างบประมาณปี 70 เราอยู่ในช่วงของการเร่งรัดการทำให้เสร็จทัน 1 ต.ค. 69 เพื่อไม่ต้องใช้เงินพลางก่อน ฉะนั้น เมื่อเร่งทำให้เสร็จแผนของการให้หน่วยงานต่างๆเสนอโครงการเข้ามาในงบประมาณปี 70 จะทำไม่ทัน โดย 1 พ.ค. สำนักงบประมาณได้ปิดการให้หน่วยงานต่างๆส่งคำขอไปที่สำนักงบประมาณแล้ว เมื่อไปดูในใส้หน่วยงานได้ขอเกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานมากน้อยขนาดไหน ตนเชื่อว่าไม่มาก เพราะเวลาที่จำกัด จึงจำเป็นที่ต้องใช้โอกาสนี้มาเปลี่ยนถ่ายพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานจากฟอสซิล
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ถามคำถามที่สุดท้ายว่า ตนจัดสรรเวลาทั้ง 3 คำถามได้อย่างเท่ากัน แต่รัฐมนตรีมัวแต่ไปตอบคำถามที่ตนไม่ได้ถาม เพียงแค่อยู่ในโพยเลยหยิบมาตอบ ตนไม่ได้ถามเรื่องหนี้สาธารณะเลยด้วยซ้ำ ตนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีเรื่องของเงินเฟ้อทำให้จีดีพีสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายภราดรก็ให้ข้อมูลว่าการจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดนั้น ไม่ทันที่จะใส่ในงบประมาณปี 2570 แสดงว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังไม่มีโครงการอะไรอยู่ในมือ เป็นแผนลอยๆ ขึ้นมาแล้วจะเป็นการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรองที่เต็มไปด้วยข้าราชการว่าโครงการใดจะได้ไปต่อ จึงถือเป็นการตีเช็คเปล่าให้ประชาชนต้องใช้หนี้ ดังนั้น จึงเป็นการคิดไปทำไป จึงไมได้สะท้อนเลยว่าหากไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบที่จะรับไม่ได้ พ.ร.ก.เราไม่ควรออกกันแบบพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา ที่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบและสอบถาม
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงควรใช้อย่างระมัดระวังที่สุด ย้ำว่าหากต้องเยียวยานั้นพวกตนไม่ติด แต่ขอให้ออกน้อยกว่า 2 แสนล้านบาทหากจะนำไปทุ่มกับการทำคนละครึ่งถึง 1.2 แสนล้านบาท แต่นี่ 4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท ตนคิดว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ แต่กระสุนจะไม่เหลือให้เราใช้สำหรับช่วยเหลือประชาชนแล้ว แถมกู้ใหม่ก็ไม่ได้แล้วนี่คือเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถออกมาเป็นพ.ร.ก.ได้ เพราะนอกจากใกล้จะชนเพดานแล้ว ดอกเบี้ยก็ยังสูงขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมาเราปล่อยให้รัฐบาลก่อนหน้านี้กู้ กู้ กู้ กู้แบบนอกงบประมาณ ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กลายมาเป็นภาระที่ต้องใช้คืนทั้งต้นและดอกที่บดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุกปี วันนี้เราต้องเข้มข้นและอยากถามกลับไปว่าแผนใช้หนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าจะมีความสามารถใช้หนี้อย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้อะไรอีกหรือไม่ การจัดเก็บภาษีจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่
“ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วมายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนเพียงเพื่อหวังผลอื่นใดหรือไม่ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วพบว่ามีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง ก็ขออย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้างเช่นนี้ เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้น ไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่า คิดว่ารุนแรงเกินไป เพราะเราได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ถามว่าเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลจะใช้ก้อนแรก 170,000 กว่าล้านบาท ภายใน 4 เดือน ถูกต้อง เพราะเราต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้นๆ ตรงนี้ ถ้าไม่เยียวยาตรงนี้แล้วจะไปเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยไปหาแนวทางเยียวยาแบบนั้นหรือ ซึ่งวันนี้อยู่ในช่วงสถานการณ์ที่จำเป็นที่จะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชน และการใช้เงิน 4 เดือนจากนี้ไป ตนเชื่อว่าถึงมือประชาชนทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ ซึ่งคือหัวใจสำคัญ ส่วนเรื่องแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาลจะดำเนินการแบบไหน ซึ่งเรื่องการกู้เราแน่นอนว่ากู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้ 4 แสนล้านบาท คาดว่า 1.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าถูกมาก โดยแผนการใช้หนี้ปกติเราไปตั้งในเงินงบประมาณปีถัดไป ตามปกติ 4 เปอร์เซ็นต์ของงบรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีเราก็ไปใช้เงินต้นประมาณ 150,000 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก หลังจากนั้นก็ดำเนินการแบบนี้ นี่คือวิธีการที่เราบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
“ย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือจะนำเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน” นายภราดร กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กธ.จี้แก้มลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ 'สุชาติ' บอกพร้อมชงให้นายกฯ
สส.กล้าธรรมจี้ รบ.แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ มีแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาในทุกด้านอย่างไร ด้าน 'สุชาติ' ยันรบ.ไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหา พร้อมนำเรียน 'นายกฯ' รับทราบ
ไม่เกินคาด! ปชน.รุมอัดเงินกู้ 4 แสนล้านเหวี่ยงแห-แจกสร้างความนิยมทางการเมือง
'ศิริกัญญา' มอง รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มตกหล่น แต่กลับเทหมดหน้าตักโปะคนละครึ่ง แย้ม จ่อถกในพรรค-ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้าน 'วีระยุทธ' แนะ ใช้เงินอย่างระมัดระวัง
'นพดล เภรีฤกษ์' คะแนนท่วมท้น 436 เสียงไฟเขียวนั่ง 'เลขากฤษฎีกา'
'สภา' ไฟเขียว 'นพดล เภรีฤกษ์' นั่งเลขากฤษฎีกา ด้วยคะแนน 436 เสียง ขณะที่ 'ณัฐวุฒิ' สงสัยเลขากฤษฎีกา นั่งใน กก.หน่วยงานของรัฐได้หรือไม่ ด้าน 'ปกรณ์' แจงไปทำหน้าที่อิสระถ่วงดุลกรรมการ
สภาเดือด! ประธานสภาซัด สส.ส้มพูดเอาแต่ได้
สภาเดือด สส.ปชน.ประท้วงไม่ให้หารือ 'โสภณ' สวน 'พูดเอาแต่ได้' ยันทำตามระเบียบ เผยเสนอชื่อ 'ณัฐพงษ์' เป็นผู้นำฝ่ายค้านแล้วไม่ล่าช้า แต่ต้องรอตามขั้นตอน
'อนุทิน' ห่วงผู้บริโภคสั่ง สคบ.ลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง
'ศุภมาส' เผย 'นายกฯ อนุทิน' ห่วงใยผู้บริโภค สั่ง สคบ.ลุยตรวจโรงงานปลากระป๋องบ่ายนี้ ขอผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมปชช.
'ภูมิใจไทย' รอ กก.บห.ตัดสินใจส่งชิง สก.หรือไม่
'ศุภมาส' ให้รอ กก.บห. เคาะท่าทีส่งผู้สมัคร สก.หรือไม่ บอกยังพอมีเวลา

