ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้าข่ายฉุกเฉินตาม รธน.

“ดร.ณัฏฐ์” ระบุรัฐบาล “อนุทิน” มีอำนาจออก พรก.กู้เงินแก้วิกฤติพลังงาน เหตุเข้าข่ายภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกรณีเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ย้ำศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยภายใน 60 วัน หากฝ่ายค้านรวบรวมรายชื่อ สส.ยื่นตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ พรก.ดังกล่าว

15 พฤษภาคม 2569 - ที่อาคารรัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การตรากฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกำหนด หรือ พรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โดย พรก.ที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะชื่อต่อท้ายด้วยอะไร ถือเป็นอำนาจและกระบวนการตรากฎหมายของคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 172 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ โดยมีเงื่อนใขในการตรา พรก. เมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สามารถตรา พรก. ได้

ปัญหาพลังงานขาดแคลน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นปัญหาความต่อเนื่อง ถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมมีผลทางตรงและทางอ้อม ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อขยับ ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้กระบบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้อุปทานการผลิตเพิ่มราคาสูงขึ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยให้อำนาจกระทรวงการคคลังกู้เงินมาใช้แก้ปัญหาพลังงาน ถือเป็นความจำเป็น

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูง หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไข ย่อมลุกลาม ย่อมเป็นห่วงโซ่อุปทาน รายรับของประชาชนไม่พอรายจ่ายเพราะหมดเงินไปกับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปเติมรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถบรรทุก ทั้งการใช้ยานพาหนะ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงตามกลไกภาวะสงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถือเป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กรณีที่ฝ่ายค้านนำเไปเปรียบเทียบกับ วิกฤติความร้ายแรงในวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารล้ม หรือวิกฤตืโตควิด 19 สามารถนำไปเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกัน แม้ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล แต่การตราพระราชกำหนด(พรก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กับ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ในประเด็นหนี้สาธารณะคงค้างภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งเพดานสูงสุดไว่ไม่เกินร่อยละ 70 ของ GDP แยกต่างหากจากกัน ถือเป็นคนละส่วนกัน แม้จะมีผลผูกพันกับประชากรทุกคน โดยเฉลี่ยต่อหัวประชากรที่เกิดใหม่ด้วยก็ตาม

แต่การที่จะพิจารณาว่า เงินกู้ส่วนสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อีก 2 แสนล้านบาท ไม่ใช่จำเป็นเร่งด่วน นั้น อาจสงสัยได้ แต่ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ต้องดำเนินงานต่อเนื่องจากกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กระบวนการพระราชกำหนดกู้เงิน ต้องพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ มิใช่ว่าจะแยกแต่ละรายการว่า ส่วนนี้เร่งด่วน ส่วนนี้ไม่เร่งด่วน เป็นการตีความเข้าข้างตนเอง เมื่อพระราชกำหนดกู้เงินประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลจะต้องนำไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

กรณี สส.ฝ่ายค้าน เห็นว่า พรก.กู้เงินไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยรวบรวมรายชื่อ  สส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า หรือจำนวน 100 คน ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย โดยมาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รอการพิจารณา พรก.นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลาพิจารณาระยะเวลาเท่าไหร่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ

โดยพี่น้องประชาชนมีความสงสัยว่า เมื่อพระราชกำหนดออกโดยคณะรัฐมนตรี เหตุใดต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารที่นำไปใช้ชั่วคราว โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสาม บัญญัติโดยไม่ชักช้า ในระหว่างสมัยประชุมจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เรียกประชุม และต้องนำมาให้รัฐสภา หากไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ พรก.นั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้ป็นไปในระหว่างที่ใช้ พรก.นั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประชุมนัดแรก 'บอร์ดศึกษาแลนด์บริดจ์' ตั้งอนุฯ 3 คณะ หากไม่ทันใน 90 วันต้องขอขยายเวลา

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน

'สว.นันทนา' เดือด! ตราหน้ารัฐบาลน้ำเงิน 'สักแต่พูดพลัส'

'นันทนา' จี้รัฐบาลหยุดเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ ลั่นทำแต่เรื่องไม่หาเสียง แต่สิ่งที่สัญญากลับไม่ทำ แซะถ้าจะเบี้ยวปชช. เปลี่ยนคำขวัญพรรคใหม่เป็น 'สักแต่พูดพลัส'

สะท้อนจิตใต้สำนึก! คำมั่น 'เท้ง' หลังรับสนองพระบรมราชโองการ

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมขอให้คำมั่นสัญญาต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน

ปชน. จี้รัฐบาลตั้ง กมธ.วิสามัญชำแหละ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวั่นปกปิดข้อมูล หนีตรวจสอบ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค และ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยสส. จากพรรคประชาชนแถลงข่าวฝากข้อความถึงรัฐบาล ให้เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

'จุลพันธ์' ย้ำจุดยืนเพื่อไทย แก้ รธน. ทุกฝ่ายยอมรับได้ ชี้เวลานี้แก้ปากท้องสำคัญที่สุด

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจุดยืนของพรรคเพื่อไทยยังเดินหน้า