ค่าการกลั่นไม่ใช่ลาภลอย แต่เป็นตัวชี้วัดศักยภาพของโรงกลั่น

ในวิกฤตการณ์พลังงานขาดแคลนเพราะสงคราม และผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำด้วยโรคระบาดที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับเพิ่มขึ้น โดยที่ผู้คนไม่เข้าใจถึงเหตุผล ว่าทำไมกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานจึงมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนน้อยกว่าที่ควร

อันที่จริง เรื่องนี้ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะว่ากลุ่มโรงกลั่นและอุตสาหกรรมพลังงานทั้งมวลก็ตระหนักดีถึงความลำบากของพี่น้องประชาชน ซึ่งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีการจัดการความมั่นคงทางพลังงานได้ดีที่สุดประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นที่มีขนาดใกล้เคียง แต่ด้วยเพราะเงื่อนไขต่างๆ อาทิ กฎกติกาตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับธรรมาภิบาล หรือสถานการณ์ความผันผวนของตลาดโลก ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค จึงทำให้ภาพของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานของไทยในการลดความเดือดร้อนของผู้บริโภคนั้นไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

ในเวทีเสวนา เรื่อง “ความจริง….. ค่าการกลั่น” ณ สโมสรราชพฤกษ์ ชมรมวิทยาการพลังงาน (ชวพน.) โดย นายสุวัฒน์ กมลพนัส และทีมวิชาการ โดยมี นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย นายเจน นำชัยศิริ สมาชิกวุฒิสภา และอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานกรรมการ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นวิทยากรได้ขยายข้อมูลให้ความรู้เพิ่มเติม ดังนี้

ศักยภาพในการกลั่นผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างของแต่ละโรงกลั่นนั้นไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ มีผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิตสนองความต้องการของตลาดต่างกัน รวมไปถึงประเภทของน้ำมันดิบที่ใช้ในการกลั่นที่มีหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่สามารถนำค่าการกลั่นมาพิจารณาเป็นกำไรได้ เพราะว่ามีตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ ต้นทุนราคาน้ำมันดิบในแต่ละสถานการณ์ที่ผันแปร อีกทั้งโรงกลั่นน้ำมันแต่ละโรงจะต้องรับความเสี่ยงของธุรกิจของตน เพราะในสภาวะที่ค่าการกลั่นต่ำจนผลประกอบการติดลบ โรงกลั่นก็ต้องรับความเสี่ยงนี้เองด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นลาภลอย เนื่องจากมีทั้งโอกาสที่ขึ้นและลงได้พอๆ กัน

บทสรุปคำแนะนำจากสามวิทยากรในการสัมมนานี้คือ โรงกลั่นต้องปลอดจากการแทรกแซงจากภาครัฐ เพื่อให้การทำธุรกิจเป็นไปตามกลไกทางการตลาด สร้างความมั่นคงทางพลังงาน มีน้ำมันใช้ ลดผลกระทบของเงินเฟ้อ อีกทั้งภาครัฐพึงมีกลไกในการให้ความรู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก้ประชาชน เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงของราคาน้ำมันที่แท้จริง และที่สุดก็คือควรปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นลงตามความเป็นจริง กองทุนน้ำมันควรจะลดบทบาทในการอุ้มราคา แต่ควรทำหน้าที่ Buffer ในการทำธุรกิจมากกว่าที่จะไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ทำให้กลไกของกองทุนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ อาทิ การอุ้ม LPG อย่างในปัจจุบัน

ท้ายที่สุด ข้อแนะนำจากวิทยากรในการเสวนานี้ในการแก้ปัญหาคือ ควรมีการบูรณาการข้ามกระทรวง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม รวมถึงภาคประชาสังคมและองค์กรธุรกิจ ในการช่วยกันประหยัดพลังงาน และแก้ปัญหาคอขวด โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ ที่เป็นต้นทุนในการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค และต้นทุนในการขนส่งของประชาชน รวมทั้งภาระในการขนส่งสำหรับผู้ประกอบการรถสาธารณะ เป็นต้น และถ้าจะมีการช่วยเหลือ ควรเป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน และไม่มีศักยภาพในการรับมือ จะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างแน่นอน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปตท. เผยผลประกอบการ Q1/69 สามารถทำกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท

ปตท. เผยผลประกอบการ Q1/69 สามารถทำกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% แม้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน ชี้ธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ปิโตรเคมี-การกลั่น และธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกปรับเพิ่มขึ้น หนุนรายได้โต

"ส่งพลัง สร้างอนาคต" กับ PTT Digital Arts 2026

พลังงานคือรากฐานของการดำรงชีวิต และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง... ในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. เราเชื่อว่า "พลัง" ของความคิดสร้างสรรค์จากคุณ คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ปตท. ผนึกกำลัง ทอท. ยกระดับการบริหารจัดการองค์กรสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นำคณะผู้บริหารเข้าพบหารือกับ นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเดินหน้าสานต่อความสำเร็จภายใต้ “โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ” ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)