
สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อตลาดน้ำมันโลก แน่นอนว่าประเทศไทยที่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ไม่ได้ แม้ภาครัฐจะพยายามใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันในราคาต้นทุนจริง แต่สิ่งที่น่าจับตามองและกำลังสร้างความกังวลในอุตสาหกรรมพลังงาน คือ การเปลี่ยนผ่านจาก “ตลาดเสรี” ไปสู่ “ตลาดที่ถูกรัฐควบคุม”
จากกระแสเรียกร้องของสังคมที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดคำถามไปถึงกำไรของธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะโรงกลั่น ว่าในสภาวะที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนและพุ่งสูงต่อเนื่อง กำไรของโรงกลั่นมีความเป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันเพียงใด จากแรงกดดันดังกล่าว ส่งผลให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดผ่านเครื่องมือทางกฎหมาย 2 ฉบับหลัก ได้แก่ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เพื่อเข้าควบคุมราคาตั้งแต่หน้าโรงกลั่นไปจนถึงหัวจ่ายหน้าปั๊ม
การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวได้อ้างถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีในปี 2562 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี เปิดทางให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เข้ามาแทรกแซงราคาโดยตรง
พ.ร.ก.ดังกล่าว ให้อำนาจกับคณะกรรมการ กบง. ที่มี รมว.พลังงาน เป็นประธาน เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคํานวณราคา ณ โรงกลั่น และราคาขายปลีกที่สถานีบริการน้ำมัน และให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นผู้มีอำนาจลงนามในประกาศของ กบง. ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยประกาศฉบับแรกลงวันที่ 7 เมษายน 2569 กบง.สั่งลดราคา ณ โรงกลั่นของดีเซลหมุนเร็ว 2 บาท/ลิตร (ทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลง 2.14 บาท/ลิตร) และประกาศฉบับต่อมาลงวันที่ 23 เมษายน 2569 กบง.สั่งลดราคา ณ โรงกลั่น เป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกลดราคาเพิ่มอีก 3 บาท/ลิตร (รวมเป็น 5 บาท/ลิตร) มีผล 24 เม.ย.-9 พ.ค.2569 และช่วงที่ 2 คือระหว่างวันที่ 10-19 พฤษภาคม 2569 ปรับอัตราการลดราคาลงมาเหลือ 3 บาท/ลิตร
นอกจากมติ กบง.แล้ว ยังมีประกาศกระทรวงพลังงาน ที่ลงนามโดย รมว.พลังงาน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 มีนาคม 2569 (ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543) และฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ถือเป็นคำสั่งสำคัญที่ได้สร้างเงื่อนไขที่เข้มงวดต่อโรงกลั่นหลักทั้ง 6 แห่งของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย โรงกลั่นในเครือ ปตท. 3 แห่ง, เครือบางจาก 2 แห่ง และ SPRC 1 แห่ง โดยบังคับให้โรงกลั่นต้องส่งข้อมูลต้นทุนทั้งหมด ตั้งแต่ค่าขนส่ง ประกันภัย ภาษี ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ ค่าดำเนินการ ไปจนถึงค่าเสื่อมและดอกเบี้ย ให้กรมธุรกิจพลังงานรับทราบ “ก่อนเที่ยงของทุกวันศุกร์” และยังกำหนด “เพดานราคาบังคับ” ข้อนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะกำหนดให้ “ราคา ณ โรงกลั่นและราคาขายปลีก ต้องไม่สูงกว่าราคาที่ สนพ.ประกาศอ้างอิง”
จากประกาศดังกล่าวส่งผลให้จากเดิมที่ตัวเลขของ สนพ.เป็นเพียง “ราคาอ้างอิง” เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ ใช้บริหารจัดการเสถียรภาพราคา ไม่ใช่รายรับจริงของโรงกลั่น แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้กำลังถูกเปลี่ยนสภาพเป็น “เพดานราคา” ที่ใช้ควบคุมกำไรของเอกชนโดยสมบูรณ์
อ.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า การเรียกเก็บกำไรจากโรงกลั่นที่ได้สูงกว่าปกติ รัฐสามารถทำได้ แต่ควรจะเป็นมาตรการที่ใช้ระยะสั้นๆ เฉพาะช่วงที่มีวิกฤตเท่านั้น และเมื่อสงครามยุติและราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ที่จะทำให้โรงกลั่นน้ำมันขาดทุนมากกว่าช่วงปกติ รัฐก็ควรที่จะกำหนดราคา ณ โรงกลั่น ที่ไปช่วยชดเชยการขาดทุนไม่ปกติดังกล่าวด้วย เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีความยุติธรรมและเป็นแบบสมมาตร
ผลจากการที่ รมว.พลังงาน เลือกใช้วิธีการเข้าไปควบคุมราคา ณ โรงกลั่น ย่อมสร้างความพึงพอใจและสร้างคะแนนนิยมให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนจากราคาน้ำมันที่ถูกกดให้ต่ำลงได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นแค่ผลประโยชน์ในระยะสั้นเท่านั้น เพราะในระยะยาว การเข้าไปแทรกแซงตลาดเสรีเพื่อควบคุมราคา อาจทำให้ธุรกิจขาดความคล่องตัวและผลตอบแทนการลงทุนต่ำเกินไป โรงกลั่นอาจชะลอการลงทุน ขยายกิจการ หรือลดกำลังการผลิตลง และอาจส่งผลให้ประเทศเกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปขาดแคลน จนต้องพึ่งพาการนำเข้าในราคาที่แพงกว่าเดิม
คำกล่าวของ รมว.พลังงานที่ว่า มาตรการเหล่านี้คือ “การดูแลสมดุลระหว่างค่าครองชีพของประชาชนกับเสถียรภาพพลังงานของประเทศ” จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้กาลเวลาพิสูจน์ว่า นี่คือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่อาจสร้างผลกระทบใหญ่หลวงในระยะยาว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ไทยออยล์’เปิดงบ Q1/69 กำไรแตะ1.9 หมื่นล้าน
ไทยออยล์ เผย Q1/69 ทำกำไรได้ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิ ห่วงพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคต ย้ำ Q2 สถานการณ์ยังน่ากังวล พร้อมเปิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และแผนบริหารจัดการอย่างรอบคอบ

