แจงยิบ ‘ค่าการกลั่น’ ผู้ประกอบการได้หรือเสีย ท่ามกลางพิษสงครามที่ดันต้นทุนผันผวน

ในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนแทบจะรายวัน คำถามที่หลายคนตั้งขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “ทำไมน้ำมันถึงแพง” และ “ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้” หนึ่งในคำอธิบายที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ค่าการกลั่น” ตัวเลขที่ฟังดูเป็นเทคนิค แต่กลับมีผลต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และท่ามกลางความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โรงกลั่นน้ำมันจึงกลายเป็นทั้ง “ตัวแปรสำคัญ” และ “จำเลยในสายตาสังคม” ไปพร้อมกัน

ขณะที่ในความเป็นจริง กลไกราคาน้ำมันไม่ได้ตั้งอยู่บนต้นทุนภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศ และโครงสร้างพลังงานในระดับโลกอย่างแยกไม่ออก ด้วยเหตุนี้เอง ชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาชี้แจงในเอกสาร ‘เข้าใจธุรกิจโรงกลั่น’ ถึงประเด็นดังกล่าวในหลากหลายมุมมองเพื่อคลี่คลายความสงสัยของคนในสังคม

ค่าการกลั่นขั้นต้น (gross refinery margin) คือ ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป หัก ต้นทุนน้ำมันดิบ คำนวณคร่าวๆ แบบ weight average ยังไม่หักค่าใช้จ่ายทั้ง Fix และ Variable cost ของโรงกลั่นและยังไม่ได้หัก  ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบผิดปกติอย่างรุนแรงช่วงสงคราม เช่น 1. Crude premium 2.ค่าขนส่ง 3.ค่าประกันภัย และ 4.ค่าความล่าช้า

โรงกลั่นมีการกักตุนหรือไม่?

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันที่มีความผันผวนด้านราคาพลังงาน และความต้องการน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนนั้น โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่งก็ได้มีการเดินเครื่องอย่างเต็มกำลังเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงสุด (CDU Utilization) ถึง 113.5% และต้องแยกไปทีละประเด็น ได้แก่ การบริหารสต๊อก: โรงกลั่นไม่ได้กักตุนน้ำมัน แต่พยายามบริหารสต๊อกให้อยู่ในระดับต่ำและเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด (ประมาณ 1-3%) เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้น และ การปรับแผนการผลิต: มีการปรับสัดส่วนการผลิตน้ำมันองค์ประกอบมาผสมเป็นเบนซินให้ได้ปริมาณสูงสุด และปรับสัดส่วนการผลิตจากน้ำมันอากาศยานมาเป็นดีเซลเพื่อเพิ่มยอดผลิตดีเซล

ขณะเดียวกันยังมีเรื่อง ความเข้าใจผิดเรื่องค่าการกลั่น (GRM): ที่ต้องชี้แจงว่า ไม่ใช่กำไรสุทธิ ของโรงกลั่น เพราะต้องมี ต้นทุนที่ต้องหักออก ก่อนจะเหลือเป็นกำไรจริง โรงกลั่นต้องหักค่าใช้จ่ายหลายส่วน ได้แก่ 1. Crude Premium: ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบที่ซื้อจริงเทียบกับราคาอ้างอิง ซึ่งปัจจุบันปรับสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร 2.ค่าขนส่งและประกันภัย: ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบ (ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้น 5 เท่า และเบี้ยประกันภัยในพื้นที่สงครามอาจเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า) และ 3.ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน: เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าความร้อน ค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุง และดอกเบี้ย

ตัวเลขภาครัฐกับความเป็นจริง

ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการเปิดตัวเลขให้ประชาชนเข้ามาศึกษาได้ และหนึ่งในนั้นมีตัวเลขค่าการกลั่นรวมอยู่ด้วย ซึ่งทำให้อาจจะเข้าใจผิดได้ว่าตัวเลขที่ประกาศ เป็นกำไรหรือรายได้ของโรงกลั่นในประเทศไทยทั้งหมด แต่ความเป็นจริงแล้วตัวเลขที่ประกาศเป็นเพียง “ดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก” ซึ่งไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องแบกรับ

ในสภาวะไม่ปกติหรือช่วงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โรงกลั่นจะมีต้นทุนจริงสูงกว่าดัชนีที่ สนพ.คำนวณประมาณ 5-8 บาทต่อลิตร ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium): คือส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบที่ซื้อจริงเทียบกับราคาอ้างอิง ซึ่งในสถานการณ์สงคราม ค่าพรีเมียมของน้ำมันบางแหล่ง เช่น สหรัฐอเมริกา อาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 3-4 เท่า จากภาวะปกติ ค่าขนส่งและระวางเรือ (Freight): จากปัญหาเรือขาดแคลนในช่วงสงคราม ทำให้ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 5 เท่า หรือ ค่าประกันภัยขนส่ง (Insurance): การขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยงภัยสงครามทำให้หาบริษัทประกันยากและมีเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นสูงถึง 100 เท่า

ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์?

คำถามที่มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ได้รับฟังข่าวสารว่าประเทศไทยจะขึ้นลงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะต้องมีการอ้างอิงจากตลาดซื้อขายสิงคโปร์ และเกิดคำถามว่าน้ำมันที่นำเข้าหรือผลิตได้ในประเทศไทย ทำไมต้องไปอ้างอิงราคาต่างประเทศ และทำไมต้องเป็นราคาสิงคโปร์?

จากคำถามสามารถแบ่งออกมาเป็นหัวข้อได้หลายด้าน ได้แก่ Trading Hub: สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาค กลไกราคาเสรี: ราคาสิงคโปร์สะท้อนราคาที่แท้จริงตามอุปสงค์และอุปทานของโลก การแข่งขัน: หากไทยตั้งราคาสูงกว่าสิงคโปร์ ผู้ค้าก็จะหันไปนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์แทนเพราะราคาถูกกว่า แต่หากตั้งราคาต่ำเกินไป โรงกลั่นจะขาดแรงจูงใจในการลงทุนและอาจหยุดผลิตจนเกิดวิกฤตพลังงาน และ ต้นทุนเนื้อน้ำมันต่ำสุด: การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทำให้ต้นทุนเนื้อน้ำมันของไทยต่ำที่สุด เนื่องจากมีค่าขนส่งมายังไทยถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งอื่น

“เพราะน้ำมันสำเร็จรูปเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ของโลก การอิงระบบราคาตามที่สากลกำหนด เพื่ออ้างอิงให้ไทยกำหนดราคา ไม่ถูก หรือแพง เกินไป ไม่ห่างกับประเทศอื่นๆ ซึ่งน้ำมันสำเร็จรูป หรือน้ำมันปาล์ม หรือน้ำตาล หรือข้าว ก็เป็นสินค้าของโลก ก็อิงราคาในตลาดโลกในการส่งออก นำเข้า”

หากยกตัวอย่างให้ชัดเจนเรื่องหลักการตั้งราคา กรณีที่ 1 โรงกลั่นไทย “แพงกว่า” ตลาดโลก ในระยะสั้น (ผลกระทบทันที) จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่ง + ค่ากลั่นในประเทศสูง ผู้นำเข้าเลือกซื้อน้ำมันจากต่างประเทศแทน โรงกลั่นไทยขายไม่ได้ และในระยะยาว (ผลกระทบโครงสร้าง) เมื่อโรงกลั่นอยู่ไม่ได้ อาจต้องปิดตัว นักลงทุนไม่กล้าลงทุน (ต้นทุนพลังงานสูง) รัฐควบคุมคุณภาพไม่ได้ และเสียรายได้ภาษี

ในกรณีที่ 2 โรงกลั่นไทย “ถูกกว่า” ตลาดโลก ระยะสั้นน้ำมันไทยถูก ถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ เกิดภาวะ “ของขาดในประเทศ”โรงกลั่นลด/หยุดผลิต เพราะขายขาดทุนสุดท้ายต้องนำเข้าในราคาที่แพงกว่าเดิมขณะที่ระยะยาว (ความเสี่ยงใหญ่)เสี่ยงวิกฤตความมั่นคงพลังงานโรงกลั่นขาดเงินบำรุงรักษาและเสี่ยงปิดตัว รวมทั้งประเทศต้องพึ่งนำเข้า 100%และไม่มีน้ำมันสำรอง หากเกิดวิกฤตโลกสรุปได้ก็คือถ้า “ตั้งราคาไม่อิงตลาดโลก” ระบบพังทั้งสองทาง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกับการอุดหนุน

ราคาน้ำมันในประเทศไทยปัจจุบัน ในเนื้อในไม่ได้มีแค่เรื่องค่าการกลั่น แต่ยังมีการปันส่วนไปยังส่วนอื่นๆ อีกด้วย หนึ่งในนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็น เครื่องมือพยุงค่าครองชีพ หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกของรัฐในการป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และใช้ในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ โดยกองทุนน้ำมันฯ ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองค่าครองชีพของประชาชน ไม่ได้มีไว้เพื่อสนับสนุนโรงกลั่น

ในช่วงวิกฤตปี 2565 โรงกลั่นแบกรับภาระ หนี้ค้างจ่ายจากกองทุนน้ำมันฯ มูลค่าถึง 15,884 ล้านบาท และต้องรอถึง 2 ปีจึงจะได้รับชำระคืนครบถ้วน ขณะที่ วงจรเงินหมุน โรงกลั่นต้องขายราคาอ้างอิงตลาดโลกเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนไปซื้อน้ำมันดิบล็อตใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง หากขายแบบอ้างอิงต้นทุน (Cost Plus) ในช่วงราคาขาขึ้นจะทำให้เงินไม่พอซื้อน้ำมันดิบและเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนได้ แต่อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นต้องส่งรายงานข้อมูลการผลิต การจำหน่าย และสต๊อกน้ำมัน ให้ภาครัฐอย่างเข้มงวด ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ต่อหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมธุรกิจพลังงาน และกรมสรรพสามิต เพื่อความโปร่งใส

และในวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ที่ส่งผลกระทบมายังราคาน้ำมันไทย ด้าน พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจสถานการณ์ในช่วงนี้ด้วย

ตลาดน้ำมันโลกถูกกระทบอย่างไร

แรงกระทบในครั้งนี้มีขนาดใหญ่มาก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของตลาดน้ำมันโลก ก่อนเกิดสงครามเส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราวหนึ่งในสี่ของการค้าทางทะเลของโลก แต่หลังสงครามเริ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ของระดับก่อนวิกฤต ขณะที่ทางเลือกอื่นในการส่งออกมีจำกัดอย่างมาก

อุปทานน้ำมันโลกในเดือน มี.ค.2569 ลดลงถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 97 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากทั้งการถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ และผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ต้นน้ำ แต่ลุกลามไปทั้งระบบ สต๊อกน้ำมันโลกในเดือนเดียวกันลดลงอย่างมาก ประเทศสมาชิก IEA จึงตกลงระบายน้ำมันฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ช่วยผ่อนแรงกดดันได้บางส่วน

การคำนวณผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่น

ราคาหน้าโรงกลั่นไทยเป็นราคาอ้างอิงตามสูตรที่ผูกกับ MOPS (Mean of Platts Singapore) ไม่ใช่ราคาที่รัฐกำหนดโดยตรง เมื่อราคาดีเซลในสิงคโปร์พุ่ง ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจึงเพิ่มขึ้นตาม

จากการคำนวณวันที่ 1 เม.ย.2569 พบว่า ราคาเฉลี่ยที่โรงกลั่นได้รับ 39.3195 บาท/ลิตร, ต้นทุนน้ำมันดิบ 25.4403 บาท/ลิตร และค่าการกลั่น 13.8792 บาท/ลิตร เมื่อรวมต้นทุนสงครามและค่าใช้จ่ายต่างๆ อีก 8.4940 บาท/ลิตร จะได้ต้นทุนรวม 33.9343 บาท/ลิตร ดังนั้น “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” เท่ากับ 5.3852 บาท/ลิตร ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ค่าการกลั่นทั้งหมดเป็นกำไรส่วนเกิน เพราะยังมีต้นทุนสงครามและกำไรปกติรวมอยู่แล้ว ข้อเสนอให้รัฐดึงกลับเฉพาะส่วนนี้จึงเป็นการเก็บ Rent จากวิกฤต ไม่ใช่การยึดกำไรทั้งหมด

กระทรวงพลังงานได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลลง 2 บาท/ลิตร ผ่านกลไก “Singapore discount” และจะมีการทบทวนทุกสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การคำนวณควรใช้ระบบที่อิงข้อมูลจริงแบบรายวันหรือรายสัปดาห์ เพื่อสะท้อนสภาพตลาดและสร้างความชัดเจนให้ทุกฝ่าย

แต่ทั้งนี้นโยบายไม่ควรดึงส่วนเกินเฉพาะตอนที่โรงกลั่นได้กำไร แต่ต้องรองรับกรณีที่ราคาลดลงจนโรงกลั่นขาดทุนด้วย เพราะ war premium สามารถหายไปอย่างรวดเร็ว หลักการที่ควรใช้คือ “รักษากำไรให้อยู่ในระดับปกติทั้งขาขึ้นและขาลง” ไม่ใช่ลงโทษภาคเอกชน แต่เพื่อควบคุมไม่ให้กำไรผิดปกติ และรักษาเสถียรภาพของอุปทาน ในทางปฏิบัติ กลไกนี้ควรเป็นอัตโนมัติ มีเงื่อนไขชัดเจน และยุติเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง