รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาล ซึ่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ผ่านทั้งการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ 60:40 ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วในขณะนี้ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้มาตรการเศรษฐกิจเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองกลับคืนมา
รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า โครงการ 60:40 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน หลังมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิกว่า 25 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการลักษณะนี้ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน
“จำนวนคนลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ถือว่าเยอะมากสำหรับโครงการเดียว มันสะท้อนว่าคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และมองว่าโครงการแบบนี้ช่วยเขาได้จริง แม้แต่ลูกของตนเองก็ยังลงทะเบียนรับสิทธิด้วย” รศ.ดร.สุขุม กล่าว
พร้อมมองว่า ในทางการเมืองแล้ว ผู้ที่ได้รับเครดิตจากโครงการนี้ ย่อมหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมา พยายามสร้างภาพจำในเรื่อง “พูดแล้วทำ” ผ่านนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริง และเห็นผลในทางปฏิบัติ
รศ.ดร.สุขุม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นผลงานของรัฐบาลโดยรวม แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงถือเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สำคัญของพรรคในช่วงเวลานี้
“เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับสโลแกนพูดแล้วทำ เพราะเมื่อหาเสียงไว้แล้ว วันนี้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนก็ย่อมจดจำ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว
นอกจากนี้ ยังมองว่า ผลเชิงบวกของโครงการจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ผ่านบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ
“ทุกคนที่ใช้สิทธิ์ ต้องนึกถึงรัฐบาล และภูมิใจไทย ทางการเมืองถือว่าสำเร็จแล้วส่วนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากนี้ต้องติดตาม”
รศ.ดร.สุขุม ยังประเมินว่า จากนี้รัฐบาลอาจเดินหน้าต่อยอดมาตรการหรือออกนโยบายใหม่เพิ่มเติม เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและต่อยอดคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่
ทั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใช้สร้างแรงส่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไปในช่วงครึ่งปีหลัง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ คิกออฟ 'สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง' พร้อมโชว์ขับรถแทรกเตอร์
'นายกฯอนุทิน' เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ลดต้นทุนการผลิต วงเงินกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ย้ำรัฐมุ่งช่วยคนไทย ก่อนโชว์ขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า
แม่ค้าตลาดเทศบาลบุรีรัมย์ บ่นอุบคนซื้อน้อยผิดคาด แม้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เริ่มรอบใหม่
ร้านค้าในตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ โอดสั่งของมาเพิ่มไว้ขายรองรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส รอบเดือนใหม่ แต่ผิดคาดคนซื้อเบาบาง คาด ปชช.อาจไม่มีเงินเติมเข้าแอปเป๋าตัง ซ้ำราคาของแพงขึ้น ขณะร้านค้าต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรหดหาย ทั้งยังถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลหามาตรการลดราคาน้ำมัน และสินค้า
'ไทยช่วยไทยพลัส' เดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.)


