ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย (ASEAN-Russia Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน ว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และเป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันยาวนานที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 130 ในปี 2570
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย โดยผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิด 3Rs ได้แก่ Resilience หรือการสร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤต Responsibility หรือความรับผิดชอบร่วมกัน และ Reform หรือการปฏิรูปเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไม่น้อยไปกว่าประเด็นการประชุม คือภาพการทักทายและการสวมกอดอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ จนเกิดคำถามตามมาว่า ความใกล้ชิดดังกล่าวมีที่มาอย่างไร
ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายว่า รัสเซียมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่ให้การต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยได้รับการมองว่าเป็นหุ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในมิติด้านความมั่นคง รัสเซียมีความสนใจที่จะขยายบทบาทและความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แต่กรณีของประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากรัสเซียเข้าใจนโยบายการต่างประเทศแบบสมดุลของไทย ที่รักษาความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยไม่ได้พยายามกดดันให้ไทยเลือกข้างทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์
ทั้งนี้ รัสเซียต้องการยกระดับความร่วมมือกับไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือรัสเซียมีความร่วมมือที่ดี ทั้งการฝึกร่วมทางทะเล การเยือนท่าเรือ และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านยุทธการ ส่งผลให้ฝ่ายรัสเซียมีความพึงพอใจต่อบทบาทของไทยอย่างมาก
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารระดับสูงของรัสเซียมองประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพ และคาดหวังว่าจะเห็นการยกระดับความร่วมมือด้านการทหารในอนาคต ทั้งระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค
“ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี ไทย-รัสเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน การเดินทางเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำมรดกแห่งมิตรภาพที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว
พร้อมกันนี้ มองว่า ภาพการสวมกอดระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ไม่ได้เป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต แต่สะท้อนถึงความไว้วางใจ ความอบอุ่น และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน และความมั่นคงในอนาคตต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“วันวิชิต” ชี้รัฐบาลมาถูกทาง คุมปืนคือจังหวะสำคัญเปลี่ยนสังคมไทย ชี้ รัฐบาล กำลัง ลดคุณค่าของปืน ให้กลายเป็นสิ่งกึ่งผิดกฎหมาย พร้อม ขอคนไทยก้าวข้ามดราม่านายกฯ ปม “ยิงปืนในบ้านผิดหรือไม่”
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ท่าทีของรัฐบาลที่ประกาศเดินหน้าควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจัง ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยควรใช้ในการจัดระเบียบเรื่องอาวุธปืนครั้งใหญ่ หลังเกิดเหตุความรุนแรงหลายครั้งจนสังคมเริ่มตระหนักร่วมกันว่า
'โรม' จี้นายกฯ ตอบให้ได้ถ้าห้ามพกปืนจะให้ความปลอดภัยสังคมอย่างไร
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง ล่าสุดที่จังหวัดนครราชสีมา มีความกังวลหรือไม่ ว่า ตนเชื่อว่าทุกคนกังวลแน่นอน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราอาวุธปืนต่อสัดส่วนประชากรสูงติดอันดับโลก ดังนั้น เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ และบวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่นำไปสู่โศกนาฎกรรมหลายครั้ง ต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามาตรการที่เกี่ยวกับอาวุธปืนมีปัญหาแน่ ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนที่มีเปิดร้านขายปืน ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ
'อ.อัจฉราวดี' แนะ 'อนุทิน' พูดพอดีๆ มีสติให้มาก จะได้ไม่ต้องตามแก้ข่าว ปมยิงโจรในบ้าน
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ในฐานะโหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เห็นข่าวก็งงเหมือนกัน ทัวร์ลงสนั่น ประชาชนรู้สึกเอาใจโจร บางคอมเมนต์ "ให้คิดก่อนพูด"
นายกฯ ชมงานโอทอปศิลปาชีพ เป็นวันที่ 4 โดดขึ้นเวทีร้องเพลงร่วมกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
เจ้าของร้านทอง วอนรัฐบาลทบทวนมาตรการห้ามพกปืน
ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดในการควบคุมอาวุธปืน และเตรียมเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่ ด้วยการสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระงับการต่อใบอนุญาตอาวุธปืนทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ป.3, ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้น
นายกฯ ร่ายยาว ควบคุมอาวุธปืน เพิ่มโทษรุนแรงขึ้น จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
“อนุทิน” เร่งออกกม.ปืนใหม่รุนแรงขึ้น จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน ลั่นห้ามต่อใบอนุญาต ป.3 ป.4 ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม.เป็นอย่างอื่น พร้อมสั่งตรวจทำเนียบฯเข้ม คนใกล้ชิด-คนติดตาม ไม่ใช่ตำรวจปฎิบัติหน้าที่ห้ามพกปืน ไม่รู้ภรรยาครอบครองปืน ชี้ ยิงโจรในบ้าน กม.ไม่คุ้มครอง แนะทิ้งกระสุนใช้เป็นของโชว์ เผยตัวเองเคยมีปืนแต่หายไป ได้แจ้งความแล้ว บอก "ทำความดีไว้" หลังถูกถามทำบุญใหญ่ประเทศ

