
ปี 2569 ราคายางได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นสุงสุดในรอบ 14 ปี โดยราคายางแผนรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพารา จังหวัดสงขลา ไต่ระดับขึ้นไปถึง 97.52 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนที่จะย่อตัวลงในช่วงครึ่งหลังของเดือน เหลือ 85.01 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงกลางเดือนมิถุนายน 2569 นั้นมาจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกที่มีกว่าปริมาณการผลิต ตามกลไกการตลาดที่เมื่อความต้องการมากกว่าปริมาณการผลิตราคาย่อมเพิ่มขึ้น ซึ่งทางสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) เคยคาดการณ์ว่า ความต้องการยางโลกในปี 2569 จะเติบโต 1.7% แตะที่ระดับ 15.6 ล้านตัน ในขณะที่การเติบโตของผลผลิตยางยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพอากาศ การปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูก และโรคระบาด เป็นต้น โดยคาดว่า ผลผลิตจะขยายตัวแค่ 2.4% หรือประมาณ 15.2 ล้านตันน้อยกว่าความต้องการ โดยประเทศไทยยังคงครองอันดับ 1 ของผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลกประมาณ 4.8-5.0 ล้านตันต่อปี
รองผู้ว่าการฯ กยท.กล่าวว่า ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลต่อราคายาง จากความกังวลว่า ยางพาราอาจให้ผลผลิตลดลง จึงทำให้ผู้ซื้อยางเร่งสั่งซื้อและเก็บสต๊อกยางสำรองไว้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด และปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ให้ราคายางเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ สถานการณ์ความไม่สงบจากภาวะสงครามระหว่างประเทศอิสราเอล-สหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่านในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก การปิดกั้นเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15-20% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นขึ้นไปแตะ เกือบ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากยางสังเคราะห์ต้องใช้ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ทำให้ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น โดยปกติความต้องการใช้ยางทั้งโลกอยู่ที่ประมาณ 22 ล้านตันต่อปี เป็นยางธรรมชาติประมาณ 13 ล้านตัน ยางสังเคราะห์ประมาณ 9 ล้านตัน ดังนั้น หากปีนี้ยางสังเคราะห์มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อาจมีแนวโน้มว่าสัดส่วนความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 13 ล้านตัน
อย่างไรก็ตามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาราคายางได้ปรับตัวลดลง โดยราคาปิดตลาดในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 85 บาทต่อกิโลกรัม นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการฯ กยท. ให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า เกิดจากสภาวะการย่อตัวเพื่อพักฐาน ถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาดหลังราคาสะสมกำลังและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ต้องยอมรับสภาวะการความจริง ในแง่จิตวิทยาของเกษตรกร เมื่อยางราคาสูงแล้วลดลงมา อาจจะตกใจ และคิดว่าราคาอาจจะร่วงลงต่อเนื่อง แต่ถ้าไปดูสถิติราคายางในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ราคาจะขึ้นสูงสุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นก็ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนราคาจะเริ่มลงไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ถึงจะปรับตัวขึ้นอีกครั้ง หากสถานการณ์ราคายางในปีนี้เป็นไปตามสถิติดังกล่าวกลางเดือนกรกฎาคม 2569 ราคายางก็จะปรับขึ้น จากนั้นในช่วงปลายปีอากาศหนาวผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากราคาอาจจะปรับลดลงบ้างอีกครั้งตามกลไกการตลาด นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่มีราคาลดลงมาอยู่ในระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล มีส่วนทำให้ราคายางปรับตัวลงเช่นกัน เพราะยางสังเคราะห์มีราคาลดลง ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนที่เคยหันมาให้ยางธรรมชาติทดแทนก่อนหน้านี้กลับไปใช้ยางสงเคราะห์เช่นเดิม
“แม้ราคายางพาราจะย่อตัวบ้าง แต่ยังสูงกว่าต้นทุนการผลิต ดังนั้น หากราคายางอยู่ในระดับดังกล่าวเกษตรกรชาวสวนยางยอมรับได้ บางครั้งเราต้องยอมรับสภาวะการ หากราคายางสูงเกินไป ผู้ผลิตสินค้าหรือ Supply Chain อาจจะไม่ซื้อหรือไปซื้อยางจากประเทศอื่นๆ ที่มีราคาที่ถูกกว่าแทน การที่ราคายางปรับย่อตัวลดลงตามกลไกตลาด ทำให้เราไม่สูญเสียตลาด และยังคงเป็นผู้นำยางพาราโลก” รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการกล่าว

ส่วนราคายางในปีนี้มีสิทธิ์ที่ราคาพลิกกันมาทะลุ 100 บาทต่อกิโลกรัมหรือไม่?
นายดิษฐเดช กล่าวว่า จะต้องติดตามดูสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันดิบ ถ้ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้นก็จะมีผลทำให้ราคายางธรรมชาติขึ้นด้วย รวมทั้งจะต้องพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งขณะนี้ความต้องการใช้ยางในภาพรวมใช้ยังมากกว่าปริมาณการผลิต เนื่องจากการเพิ่มของประชากร และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า(EV) มากขึ้น ทดแทนการให้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งการผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในแต่ละเส้นจะต้องใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น 50% เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีแรงม้า แรงบิดที่สูง และมีน้ำหนักมาก เนื้อของยางล้อจึงต้องใช้ยางธรรมชาติ เป็นส่วนผสมในสัดส่วนที่มากกว่ายางล้อของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมถุงมือยางพาราเพื่อทดแทนถุงมือยางสังเคราะห์ที่ราคาแพงก็มีความต้องการยางธรรมชาติมากขึ้นอีก ดังนั้น ในภาพรวมความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
“หากปัจจัยต่างๆเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ในปลายปีนี้ หรือ ต้นปีหน้า ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีสิทธิ์ที่จะทะลุ 100 บาท/กิโลกรัมสูงที่สุดในรอบทศวรรษได้เช่นกัน” รองผู้ว่าการฯ กยท. กล่าวทิ้งท้าย
นอกจากนี้ปัจจัยค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนมีผลต่อราคายางเช่นกัน ขณะนี้ค่าเงินบาทเทียบกับดอลล่าสหรัฐอ่อนตัวแตะระดับ 33.05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยอ่อนค่ามากสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลดีต่อยางพาราของไทยที่จะทำให้ประเทศคู่ค้าสนใจที่จะซื้อยางจากประเทศไทย ขณะเดียวกันสภาพอากาศที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วยว่าปีนี้ว่าจะเกิด ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปีและต้นปีหน้าตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ประเมินกันว่าสภาวะเอลนีโญอาจจะทำให้ปริมาณส่งออกยางพาราไทยในปี 2569 ลดลงประมาณ 5% หรือหากแล้งรุนแรงอาจลดลงถึง 10% ในขณะที่แนวโน้มราคายางในภาพรวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมาชดเชยผลผลิตที่ลดลงได้
ทั้งนี้ องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" แล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายปี ต่อเนื่องจนถึงต้นปี2570 และอาจรุนแรงทุบสถิติที่เคยมีการบันทึกไว้ ซ้ำเติมความร้อนของโลก ที่กำลังอุ่นขึ้นอยู่แล้วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงอาจรุนแรงแตะระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งจะทำให้หลายพื้นที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง และปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ

สำหรับแนวโน้มผลผลิตยางของประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ พบว่ามีปริมาณลดลงอีกด้วย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่า ผลผลิตยางพาราของไทยจะลดลงประมาณ 3.1% ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี เนื่องจาก มีการเปลี่ยนสวนยางไปปลูกปาล์มน้ำมัน และไม้ผลที่คุณค่าทางเศรษฐกิจสูงอย่างเช่น ทุเรียน เป็นต้น เช่นเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซียที่ได้ปรับเปลี่ยนการทำสวนยางไปปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนมากขึ้น ในขณะเดียวกันผลผลิตต่อไร่ของยางพาราก็ลดลงด้วย เนื่องจากสภาวะอากาศ และการระบาดของโรคใบจุดกลม ตลอดจนการขาดแคลนแรงงานในการกรีดยาง ในบางพื้นที่ จึงไม่ได้มีการเปิดกรีดยาง คาดว่าในภาพรวมผลผลิตยางพาราโลกจะน้อยกว่าความต้องการถึงประมาณ 400,000 ตัน
อย่างไรก็ตามหากราคายางเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ หรือกรีดยางได้ในปริมาณที่ลดลง เพราะยางขาดแคลนน้ำจากสภาวะเอลนีโญ ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อชาวสวนยาง ดังนั้น เกษตรกรจะต้องดูแลบำรุงรักษาสวนยางให้ดี วางแผนเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับยางพาราไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ยังมีฝนตกหนักในขณะนี้ โดยจะต้องหาแหล่งจะกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ในช่วงฤดูแล้ง ป้องกันสวนยางขาดน้ำ เพื่อให้สามารกรีดยางได้ตามปกติ และได้น้ำยางในปริมาณที่มาก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี2569 เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 1.5%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กยท. เฝ้าระวังโรคใบจุดกลมระบาดในสวนยางฤดูฝน เตรียมความพร้อมรับมือเอลนีโญ
กยท. เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบจุดกลมในสวนยางในช่วงฤดูฝน ย้ำ!! ปีนี้ราคายางดี ต้องหมั่นสำรวจดูแลรักษาสวนยาง หนุนใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ-น้ำนมดิบ ช่วยดินร่วนซุย ต้นยางแข็งแรงเพิ่มปริมาณน้ำยาง พร้อมแนะกักเก็บน้ำสำรองเพื่อรับมือ "เอลนีโญ" ที่ทำให้ฝนตกน้อย สวนยางอาจขาดแคลนน้ำได้
รัฐบาลตีปี๊บ ประมูลยางค้างสต็อก 1.8 หมื่นตัน ได้เงิน 1.23 พันล้านบาท
รัฐระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท ย้ำไม่กระทบราคาตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง
'ดร.เสรี' เปิด 3 ความเสี่ยง! ไทยรับมือ 'ซุปเปอร์เอลนีโญ'
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กเรื่อง "เอลนีโญหรือซุปเปอร์เอลนีโญ จงเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ"
กยท.พลิกวิกฤตปุ๋ยแพงเป็นโอกาสขยายผลสวนยางอินทรีย์ เร่งส่งเสริมเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำร่วมปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน
กยท. ผลิกวิกฤตปุ๋ยเคมีแพงเป็นโอกาส เร่งส่งเสริมและสนับสนุนสวนยางพาราใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักปลาหมอคางดำและน้ำนมดิบ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตามนโยบาย 70:30 ของกระทรวงเกษตรฯ หวังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยืนยันไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง พร้อมขยายผลขับเคลื่อนสวนยางอินทรีย์รองรับเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เดินหน้าจับมือชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำแก้ปัญหาน้ำล้นตลาดอย่างยั่งยืน

