
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดการสัมมนาผลงานวิชาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech ภายใต้โครงการบริหารจัดการภาคเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการตลาด วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมศรีปลั่ง ชั้น 8 อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร หรือ Agri-Tech
นายพีรพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยสู่ เกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น
ทั้งนี้ สินค้าเกษตรไทยหลายชนิดยังอยู่ในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน หรือ Commodity ทำให้เกษตรกรมักอยู่ในฐานะ “ผู้รับราคา” จากกลไกตลาด การยกระดับสินค้าเกษตรจึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดเด่นของสินค้า เช่น คุณค่าทางโภชนาการ สารสำคัญ คุณสมบัติเฉพาะของผลผลิต อัตลักษณ์พื้นถิ่น และโอกาสการแปรรูป เพื่อต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับ
การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะนักวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ในสินค้าเกษตรเป้าหมาย 4 ชนิด ได้แก่ สับปะรด อะโวคาโด ข้าว และกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาด และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับคุณภาพสินค้า

นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการศึกษา คือ การจัดทำ Business Model หรือรูปแบบธุรกิจ ที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิดและบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาทั้งศักยภาพการผลิต ต้นทุน มาตรฐานสินค้า ความพร้อมของเกษตรกร ความคุ้มค่าในการลงทุน และโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ข้อเสนอการพัฒนาสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่เป็นเพียงแนวคิดเชิงวิชาการ
นอกจากนี้ สศก. ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Positive List หรือข้อมูลรับรองคุณสมบัติสำคัญของสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมแปรรูป ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เช่น การมีข้อมูลสาระสำคัญหรือคุณค่า ทางโภชนาการที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ระดับหน้าฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยต่อยอดสู่ตลาดมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะทางในอนาคต

ขณะเดียวกัน การสร้างมูลค่าเพิ่มต้องคำนึงถึง Value Capture หรือการส่งต่อมูลค่าเพิ่มให้กลับไปถึงเกษตรกรต้นน้ำ ด้วย กล่าวคือ เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว เกษตรกรควรได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาห่วงโซ่สินค้าเกษตรเกิดความยั่งยืน และทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเติบโตไปพร้อมกัน
สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการ 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาความร่วมมือการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร (Agri-Tech)” โดยผู้แทนจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และเกษตรกร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการตลาด นวัตกรรม การแปรรูป และแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีการนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นของสินค้าเป้าหมายทั้ง 4 ชนิด ก่อนเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงผลการศึกษาให้ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง

ผลการศึกษาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมากกว่า 1,600 ตัวอย่าง ตลอดจนการสังเคราะห์แนวทางพัฒนาสู่ New Business Model หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลิต แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ลดความเสี่ยงจากการลงทุนตามกระแส และเพิ่มโอกาสได้รับประโยชน์จากมูลค่าเพิ่มของสินค้าอย่างเป็นธรรม
“การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงจำเป็นต้อง วิเคราะห์ข้อมูลแบบ 360 องศา ทั้งด้านการผลิต ตลาด ต้นทุน มาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ เพื่อให้การสื่อสารเชิงนโยบายมีความชัดเจน และทำให้แนวทางการพัฒนาความร่วมมือสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ การลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นการลงทุนที่ตอบแทนคุ้มค่าที่สุด เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน และนำข้อมูลต่อยอดไปสู่แนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” นายพีรพันธ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP)
สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์
สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571-2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ระบบโลจิสติกส์ ภาคการเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง แปรรูป กระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก หากมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย
กองทุน FTA เดินหน้าปั้น 13 โครงการเกษตร จัดอบรมเข้ม “MOU-Driven Advanced Project” ยกระดับข้อเสนอโครงการสู่การแข่งขันการค้าเสรี
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรฯ กล่าวว่า กองทุน FTA เป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร
สศก. เผยประมาณการลำไย–ลิ้นจี่ ปี 2569 ลิ้นจี่ยังออกต่อเนื่อง มิ.ย. ขณะที่ลำไยออกมาก ส.ค. ช่วยวางแผนผลผลิต–ตลาดล่วงหน้า
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำประมาณการสถานการณ์การผลิตและราคาลำไยและลิ้นจี่ ปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569)
สศก. ชี้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในข้าวนาปี ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร หนุนเกษตรคาร์บอนต่ำ
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และแนวโน้มข้อกำหนดทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภาคเกษตร

