
บางเรื่องเมื่ออ่านครั้งแรกอาจดูเป็นเรื่องกฎหมาย แต่เมื่ออ่านรายละเอียดมากขึ้น กรณีนี้กลับมีมิติของ “คน” มากกว่าที่คิด
กรณีของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. วันนี้กำลังเผชิญข้อถกเถียงใหญ่โตถึงขั้นว่า มีลักษณะต้องห้ามและควรพ้นจากตำแหน่งประธานองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศหรือไม่
เรื่องฟังดูใหญ่ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูต้นเหตุ กลับพบว่า หนึ่งในประเด็นที่ถูกยกมาคือ เขายังรักษาคนไข้ในช่วงเวลาหนึ่งก่อนเข้ารับตำแหน่ง กสทช.จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร?”
หมอสรณชี้แจงว่า ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 แล้ว ส่วนการรักษาผู้ป่วยหลังจากนั้นเป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์อย่างอิสระ ไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องสถานะทางกฎหมาย คือคำอธิบายว่า ทำไมถึงยังรักษาคนไข้ต่อ
ในช่วงที่กำลังรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เขามีคนไข้ที่นัดหมายไว้แล้ว ทั้งการรักษาโรคหัวใจและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแล จึงต้องรักษาสิ่งที่รับผิดชอบไว้ให้เรียบร้อย รวมถึงเตรียมส่งต่อผู้ป่วยให้แพทย์ที่จะเข้ามาดูแลแทน
พูดง่าย ๆ ในภาษาคนธรรมดา “เขาบอกว่าเขายังรักษาคนไข้ เพราะเขาทิ้งคนไข้ไม่ได้”
แน่นอน เรื่องหนึ่งต้องแยกให้ชัด การเป็นหมอไม่ได้ทำให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย และประวัติการทำงานที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องถูกตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติ ถ้ากฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามไว้อย่างไร ก็ต้องพิสูจน์กันด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
แต่กฎหมายเองก็มี “เหตุผล” ที่อยู่เบื้องหลังตัวอักษร ข้อห้ามเรื่องการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐมีขึ้นเพื่ออะไร? เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน? เพื่อรับประกันความเป็นอิสระของผู้ดำรงตำแหน่ง? หรือเพื่อป้องกันไม่ให้คนหนึ่งรับใช้สองบทบาทที่อาจขัดกัน? ถ้าเช่นนั้น ก็มีคำถามที่สังคมควรถามได้ว่า การที่แพทย์โรคหัวใจคนหนึ่งยังรักษาคนไข้ที่อยู่ในความรับผิดชอบระหว่างรอเข้ารับตำแหน่ง กสทช. ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับหน้าที่ประธาน กสทช. ตรงไหน?
นี่ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามที่สังคมควรถามได้ เพราะเรื่องที่เริ่มจากคำถามเรื่องสถานะการทำงานของแพทย์ วันนี้เดินมาไกลมาก
คณะกรรมการสรรหาถูกเรียกกลับมาพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งและดำรงตำแหน่งมาหลายปี กระบวนการตั้งแต่หนังสือเรียกชี้แจงฉบับแรกจนถึงคำวินิจฉัยใช้เวลาราว 37 วัน และระหว่างทางก็มีข้อถกเถียงทั้งเรื่องอำนาจ องค์ประกอบของคณะกรรมการ และกระบวนการพิจารณา
มีรายละเอียดหนึ่งที่อ่านแล้วชวนให้หยุดคิด
-วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 หมอสรณมีหนังสือขอระเบียบวาระ มติ รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อใช้ชี้แจงและรักษาสิทธิของตัวเอง
-วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ได้รับแจ้งว่าเอกสารบางส่วนยังไม่สามารถส่งมอบได้
-วันที่ 17 กรกฎาคม2569 มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งความเร่งรีบ ระยะเวลาที่กระชั้นชิดของกรรมการสรรหาในการวินิจฉัย ไม่ได้มีหลักฐานจากมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นต้นสังกัดเดิม ไม่ได้ให้เวลาและโอกาสอย่างเพียงพอ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการพิจารณาตามกระบวนการและข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงได้ยากว่า เหตุใดเรื่องที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสถานะของบุคคลหนึ่ง จึงต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องเอกสาร พยานหลักฐาน และโอกาสในการชี้แจง?

และหากข้อเท็จจริงสำคัญบางส่วนยังเป็นข้อถกเถียง การรีบสร้างข้อสรุปต่อสถานะของบุคคลหนึ่งก่อนกระบวนการทั้งหมดจะถึงที่สุด เป็นธรรมเพียงใด? เรารีบกันเกินไปหรือเปล่าเพราะเมื่อผู้ที่ถูกตรวจสอบคือ ประธาน กสทช. ตำแหน่งซึ่งมีผลต่อทิศทางและสมดุลขององค์กรกำกับดูแลที่สำคัญของประเทศ ความเร่งรีบของกระบวนการย่อมทำให้สังคมมีสิทธิตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามปกติ หรือมีแรงผลักบางอย่างที่ทำให้เรื่องนี้ต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ?
คำว่า “แรงผลัก” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกล่าวหาได้ว่ามีบุคคล กลุ่มบุคคล หรือผลประโยชน์ใดอยู่เบื้องหลัง เพราะหากไม่มีหลักฐานก็ไม่ควรสรุปเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การไม่กล่าวหาใครก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมต้องหยุดตั้งคำถาม โดยเฉพาะเมื่อผลปลายทางของกระบวนการไม่ได้กระทบเพียงคนคนหนึ่ง แต่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำและสมดุลภายใน กสทช. ได้
และเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น
ล่าสุด ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของหมอสรณ แต่เหตุผลของศาลก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลวินิจฉัยว่าหมอสรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว ศาลระบุในสาระสำคัญว่า ในชั้นนี้ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง
แปลเป็นภาษาชาวบ้านที่สุดก็คือ
อย่าเพิ่งเอาคำว่า “ศาลไม่รับฟ้อง” ไปเท่ากับ “ศาลตัดสินว่าหมอสรณหมดสิทธิเป็นประธาน กสทช.” มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
วันนี้ผมจึงยังไม่อยากถามว่าใครชนะ ใครแพ้ หรือใครจะได้เป็นประธาน กสทช. คนต่อไป
แต่อยากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นมากกว่า
ชายคนหนึ่งเป็นแพทย์โรคหัวใจมาหลายสิบปี เมื่อกำลังจะเปลี่ยนจากชีวิตแพทย์ไปทำหน้าที่สาธารณะอีกแบบหนึ่ง เขาชี้แจงว่าได้ลาออกจากการเป็นพนักงานรัฐแล้ว แต่ยังมีคนไข้ที่รักษาค้างอยู่ จึงทำหน้าที่แพทย์ต่อเพื่อให้การรักษาเสร็จสิ้นและส่งต่อคนไข้ หลายปีต่อมา เรื่องนั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่อาจสั่นคลอนตำแหน่งประธาน กสทช. ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย แต่ก่อนจะตัดสินคนคนหนึ่งจากคำว่า “ขาดคุณสมบัติ”
อาจต้องถามอีกคำถามหนึ่งด้วยว่า สิ่งที่เขาทำในวันนั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง หรือเป็นเพียงหน้าที่สุดท้ายของหมอคนหนึ่ง ที่ไม่อยากทิ้งคนไข้ไว้กลางทาง? คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าเรื่องนี้เข้าข่าย “ขาดคุณสมบัติ” หรือไม่ แต่กระบวนการที่อาจส่งผลถึงทั้งตำแหน่งและชื่อเสียงของคนคนหนึ่ง ได้ให้เวลา โอกาส และพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมแล้วหรือยัง ยิ่งเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ยิ่งหลีกเลี่ยงคำถามไม่ได้ว่า เบื้องหลังความเร่งรีบนี้เป็นเพียงกระบวนการตรวจสอบตามปกติ หรือยังมีแรงผลักบางอย่างที่สังคมยังมองไม่เห็น หากเป็นเพียงเรื่อง “คุณสมบัติ” ก็ควรตอบได้ด้วยข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม แต่หากมีอะไรมากกว่านั้น สังคมก็ควรมีสิทธิรู้เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับความปลอดภัยเพื่อคนไทย! ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก กสทช. ลงพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-เพชรบุรีตรวจเข้มมาตรการลงทะเบียนซิม สกัดการนำเลขหมายใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์
สมุทรสาคร – 8 กันยายน 2569 – ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ 'กสทช.' ปมข่าว 'หมอสรณ' จากคำสั่งศาลถึงแท็กติกแก้เกม
“วัส ติงสมิตร” วิเคราะห์กรณี กสทช.เผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ก่อนศาลท้วงข้อความไม่ตรงความจริง ชี้ต้องแยก “คำอ้
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' เจาะลึกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดปมเปิดประตูรับคำฟ้อง 'หมอสรณ'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ศาลปค.พลิกรับฟ้องสรณ
ศาล ปค.สูงสุดพลิก! สั่งรับคำฟ้อง "หมอสรณ"
ศาลปค.ชี้ชะตา‘สรณ’ ปมอุทธรณ์สู้กก.สรรหา
"หมอสรณ" ลุ้น! ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตาเก้าอี้ "ปธ.กสทช." รับ-ไม่รับคำฟ้อง
นพ.สรณ ทำอะไรผิด จึงต้องหลุดจากกสทช วิบากกรรม ยังไม่จบ!.
การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกสทช.ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปได้

