03 ก.ย.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569: เปิดประตูศาลรับฟ้องคดี กสทช. กับข้อเตือนสติการปฏิบัติหน้าที่” ระบุว่า ข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายปกครองและการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (ศาลปกครองกลางอ่านเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569) มีคำสั่ง "กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น" ให้รับคำฟ้องของ ศ. คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณา พร้อมสั่งให้พิจารณาคำขอทุเลาการบังคับต่อไป
ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
1.คณะกรรมการสรรหาฯ มีสถานะเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ"
คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งหรือมติที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลโดยตรง จึงถือเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" (ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542)
2.ข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อหมอสรณฟ้องว่า คณะกรรมการสรรหาใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง)
3.ผลของคำวินิจฉัยต่อการดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่
• เมื่อคณะกรรมการสรรหาอ้างว่า ใช้อำนาจ (ตามมาตรา 15/1 แห่งกฎหมาย กสทช.) วินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของหมอสรณว่า การที่หมอสรณไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3)) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย (ตามมาตรา 18)
• เมื่อกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่ โดยหมอสรณจะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และเมื่อคณะกรรมการสรรหาได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้หมอสรณต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. (ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5))
• โดยหมอสรณไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ (ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม ที่แก้ไขแล้ว)
4.เจตนารมณ์ในการรักษาความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ
กรณีดังกล่าวกฎหมายให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก
5.คำวินิจฉัยเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ที่กระทบสิทธิโดยตรง
• คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของหมอสรณ จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" (ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)
• หมอสรณจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา
• และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายดังกล่าว ต้องมีคำบังคับของศาลให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา (ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง) หมอสรณจึงเป็น "ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง" (ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง) อุทธรณ์ของหมอสรณฟังขึ้น
6.ไม่ต้องเยียวยาภายในก่อนฟ้อง และยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลา
• เมื่อมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมาย กสทช. ที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด และคณะกรรมการสรรหาได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้หมอสรณทราบ (ตามนัยมาตรา 50 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง) ไว้ในหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยแล้ว หมอสรณจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล (ตามมาตรา 42 วรรคสอง)
• เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หมอสรณได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 จึงถือเป็นวันที่หมอสรณรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
• หมอสรณจึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายใน 90 วันนับแต่วันดังกล่าว คือ ฟ้องภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 การที่หมอสรณยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง)
7.คำสั่งศาลปกครองสูงสุด
• การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย
• จึงมีคำสั่ง "กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป”
8.สรุปสาระสำคัญของคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
ในชั้นนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้วินิจฉัยว่า หมอสรณมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) จริงหรือไม่ และยังไม่ได้วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของศาลปกครองกลางที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป) เพียงแต่วินิจฉัยในชั้น "สิทธิฟ้องคดี" ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อสถานะของผู้ฟ้องคดีโดยตรง จึงเป็นคำสั่งทางปกครองและผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องศาลได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นจากตำแหน่งเสียก่อน
ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้กล่าวตรง ๆ ว่า “คำวินิจฉัยนี้ไม่ใช่เพียงความเห็นภายในองค์กร” (Internal Opinion) แต่การที่ศาลวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ย่อมเป็นเหตุให้อนุมานได้ว่า ศาลมิได้ถือว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นหรือการดำเนินการภายในที่ไม่มีผลทางกฎหมายต่อหมอสรณ
ข้อเตือนสติ: เหตุใด "หมอสรณ" จึงควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569?
แม้นว่าคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้จะเป็นการ "เปิดประตูศาล" รับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปดครอง แต่ในมิติของ นิติรัฐ (Rule of Law) และ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ของหมอสรณ ในการประชุมตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้
• ความเสี่ยงต่อผลกระทบทางกฎหมาย: เมื่อคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหายังคงมีผลในทางปกครอง การดึงดันปฏิบัติหน้าที่หรือเข้าประชุมในฐานะประธาน กสทช. อาจถูกโต้แย้งในภายหลังถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือคำสั่งใดๆ ที่ออกในระหว่างนี้ รวมทั้งเสี่ยงต่อความผิดทางอาญา
• ทางออกที่สง่างาม: หมอสรณพึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ตั้งแต่วันนัดประชุมในวันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับ "คำขอทุเลาการบังคับ" เพื่อความรับผิดชอบต่อสาธารณะและรักษาเสถียรภาพขององค์กรกำกับดูแลระดับชาติ โดยให้กรรมการที่เหลือทยอยพิจารณาเรื่องที่ค้างพิจารณากว่า 170 วาระให้ลุล่วงไปด้วยดี ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายมากกว่านี้เถอะครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้ช่อง 5 คนดังเอาคืนนิติสงครามเต็มรูปแบบ!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'วัส' เจาะปมร้อน! ปมทรัพย์สิน 'ไท่หยาง ซาง-ไอเดียร์'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโส วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ดิ้นสู้คดีภาษีหุ้นชินฯ หนีถูกตราหน้า 'บุคคลล้มละลาย'
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน จากคำพิพากษาศาลฎีกา สู่ชนวนฟ้องล้มละลาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’
'อดีตผู้พิพากษาฯ' ชี้ 'ก่อแก้ว' กล่าวหาผู้อื่นจิตใจต่ำกว่ามนุษย์ ข้ามเส้นติชมโดยสุจริต สู่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วัส ติงสมิตร ชี้ 'ก่อแก้ว' โพสต์กล่าวหาผู้อื่นว่า 'มีจิตใจต่ำกว่ามนุษย์' ถือเป็นการข้ามเส้นการติชมโดยสุจริต
อดีตผู้พิพากษาฟันธง! คำขอนิรโทษกรรมของทักษิณไม่อยู่ในขอบเขตได้รับสิทธิ!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสถอดรหัสคดีโกงสอบท้องถิ่น ภาค 2
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

