ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ว่า ต้องมองแยกกันระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง โดยมองว่า พรรคประชาชนและเครือข่ายกำลังใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างและตอกย้ำวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เชื่อมโยง สว. องค์กรอิสระ และบุคคลบางส่วนเข้ากับพรรคภูมิใจไทย
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า เป้าหมายทางการเมืองคือการดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล และสร้างภาพอีกด้านขึ้นมาหักล้างจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะภาพด้านความมั่นคงและผลงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคำถามว่าพรรคสีน้ำเงินกำลังขยายอำนาจหรือกินรวบประเทศหรือไม่
“ถ้าจะทำให้คำว่าระบอบสีน้ำเงินมีน้ำหนัก ก็ต้องมีประเด็นมาหล่อเลี้ยง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นเกมของการจุดประเด็นเรื่องฮั้ว สว. คือเกมที่จะมาดิสเครดิต แล้วเสริมคำว่าระบอบสีน้ำเงิน”
ผศ.ดร.เชษฐา ยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถจุดกระแสบนโลกออนไลน์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะพรรคประชาชนมีความแข็งแรงด้านการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อประเด็นหนึ่งได้รับความสนใจ ระบบอัลกอริทึมก็มีส่วนทำให้ผู้ใช้ได้รับเนื้อหาในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นกระแสขนาดใหญ่ แต่ในโลกจริง ยังต้องรอการพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม กระแสทางการเมือง ในโลกออนไลน์ กับ น้ำหนักของหลักฐานทางกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน
สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการยังไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เห็นผ่านสื่อและยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหลักฐานด้วยตนเอง
“หลักฐานที่แม้จะหลุดออกมาทางหน้าสื่อ แล้วบอกว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน แต่ผมไม่เห็นกับมือ ผมเห็นผ่านสื่อ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเชื่อ 100% นักวิชาการอย่างผมตัดสินใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้”
หากท้ายที่สุดหลักฐานเหล่านั้นเป็นของจริงและสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบุคคลบางรายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการกระทำของสมาชิกหรือบุคลากรบางคน กับการกระทำในนามพรรคการเมือง
การจะทำให้คดีขยายผลไปถึงตัวพรรค จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นมติพรรค มีการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในนามของพรรค ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก เคยเป็นผู้สมัคร หรือมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง
ผศ.ดร.เชษฐา ประเมินว่า หากต้องให้น้ำหนักจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ ตนให้น้ำหนัก ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพรรค แต่อาจไปถึงบุคลากรบางรายของบางพรรค หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้จริง
“ถ้าให้ผมฟันธง ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่ามันจะไม่ไปถึงเชื่อมโยงกับโครงสร้างพรรค แต่ถ้าจะเชื่อม จะเชื่อมเฉพาะบุคลากรบางคนของบางพรรคเท่านั้น”
ส่วนคำถามว่าหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้หนักแน่นถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ยังไม่ถึงระดับนั้น เนื่องจากข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการนำพยาน คำให้การ การติดต่อ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังต้องผ่านการพิสูจน์
ดังนั้น แม้เกมฮั้ว สว. จะสร้างกระแสและสามารถนำไปต่อยอดเป็นประเด็นทางการเมือง รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หากถามถึงผลทางกฎหมายที่จะลามไปถึงพรรคภูมิใจไทย หรือรุนแรงถึงขั้นกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า หลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้ยังไปไม่ถึง
พร้อมมองว่า หลังจากนี้การแข่งขันทางการเมืองระหว่าง “บ้านส้ม” กับ “บ้านน้ำเงิน” จะยิ่งเข้มข้น โดยฝ่ายหนึ่งพยายามผลักวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ขณะที่อีกฝ่ายจะต้องใช้ข้อเท็จจริงและผลงานรัฐบาลเข้าสู้
ท้ายที่สุด ประชาชนจึงต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ “ชนะกระแสบนโซเชียล” กับสิ่งที่ “ชนะด้วยหลักฐาน” เพราะข้อกล่าวหาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ แต่การจะเอาผิดบุคคล พรรคการเมือง หรือทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบ ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสบนโลกออนไลน์.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปะทะวาทกรรม โหมโรงซักฟอก รัฐบาลเสียงแน่น วัดฝีมือ ‘ส้ม-ฟ้า’
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้น่าจะเป็นอีกครั้งที่ได้รับการจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลภายใต้การนำของนาย
เดือดไม่แพ้กัน! ปชป. โต้พรรคอะไร 'โง่' ไม่รู้หนี้ IMF เกิดขึ้นยุคไหน
'รองโฆษก ปชป.' โต้กลับ พรรคอะไร? 'โง่' ไม่รู้ IMF เกิดยุคไหน 'เลว' ภูมิใจฮั้ว สว. แนะศึกษาข้อมูลอัพเวลเซลล์สมองก่อนโพสต์
'สาทิตย์' ซัดเดือด! สภาไม่ใช่ที่ประชุมภูมิใจไทยถึงจะมากำหนดเวลาซักฟอกแค่ 2-3 วัน
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีหลังมีรายงานว่ารัฐบาลเสนอจัดสรรเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ระหว่างวันที่ 27-30 ต.ค. ว่า เมื่อเกือบ 2 เดือนก่อน ในการประชุมวิปร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านที่มีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธาน
'อนุทิน' มั่นใจเพื่อไทยหนุนเต็มสูบ ไม่ต้องขอเสียงเพิ่ม หวังฝ่ายค้านอภิปรายสร้างสรรค์
“อนุทิน” มั่นใจเพื่อไทยหนุนรัฐบาลไม่จำเป็นต้องขอเสียง ซัดดูญัตติซักฟอกแล้วไม่ค่อยเข้าท่า ย้ำตอบเฉพาะกรอบทำงานไม่ใช่ตอบซะทุกเรื่อง ลั่นไม่ต้องมีองครักษ์-ขออภิปรายสร้างสรรค์
สุดแสบ! พรรคส้ม เปิดภาพคล้ายหมายจับ ล็อกเป้าซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย
เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน โพสต์ภาพที่จัดทำขึ้นในรูปแบบคล้ายหมายจับมาเชื่อมโยงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย พร้อมข้อความว่า WANTED : เปิดข้อกล่าวหาไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่ช้าในสภาผู้แทนราษฎร
ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง
รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน

