รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงการนัดชุมนุมและเดินขบวนในวันที่ 13 กันยายนว่า การชุมนุมโดยสงบถือเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถแสดงความเห็นหรือความไม่พอใจได้ แต่ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตัดสินใจไปตามความประสงค์ของผู้ชุมนุมหรือไม่
รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า หากสังคมยอมรับหลักคิดว่า เมื่อใครไม่พอใจหน่วยงานรัฐก็สามารถระดมคนไปกดดันได้ ต่อไปบ้านเมืองอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้มีมวลชนมากกว่าเป็นฝ่ายกำหนดคำตอบ ส่วนผู้ไม่มีพวกก็อาจหันไปใช้วิธีอื่น จนนำไปสู่สภาวะไร้กติกาและความขัดแย้งรุนแรง
“ถ้าเราจะอยู่กันแบบนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย ใครไม่พอใจอะไรก็เดินขบวนไปกดดันหน่วยงานนั้น สุดท้ายบ้านเมืองจะกลายเป็นว่าใครมีพวกก็ไปกดดันกันเอา”
สำหรับการพิจารณาคดีหรือคำร้องต่างๆ รศ.ดร.ธนพรระบุว่า กกต.มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยจากข้อกฎหมาย พยาน และหลักฐาน หากฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้ช่องทางร้องเรียนต่อองค์กรหรือศาลที่มีอำนาจได้ ไม่ควรนำการปิดถนนหรือสร้างความวุ่นวายมาใช้แทนกระบวนการทางกฎหมาย
รศ.ดร.ธนพรกล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมว่า การเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยังสามารถทำได้ แต่หากแกนนำและสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมเดินขบวนด้วย ก็ยิ่งทำให้สถานะของกิจกรรมชัดเจนว่าเป็น “ม็อบสีส้ม”
“การที่คุณเท้งโพสต์ ในทางการเมืองก็ถือว่าชัดเจนดี วันอาทิตย์นี้ก็เป็นม็อบสีส้ม ส่วนสาเหตุไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า บอลแพ้ คนไม่แพ้’
รศ.ดร.ธนพรมองว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวไม่ใช่เพียงการเรียกร้องต่อ กกต. แต่สะท้อนความไม่พอใจหลังพรรคประชาชนพ่ายแพ้ในเกมอำนาจตามระบบ ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการแข่งขันทางการเมืองในระดับต่างๆ
แม้พรรคประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาของ สว.หรือกล่าวหาเรื่องการฮั้วได้ แต่ในขณะที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องยอมรับก่อนว่า สส.และ สว.ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งตามกติกาที่บังคับใช้อยู่ หากเห็นว่ากติกามีปัญหาก็ควรแก้ไขผ่านระบบ ไม่ใช่พ่ายแพ้ในระบบแล้วหันไปใช้แรงกดดันนอกสภา
“สีส้มแพ้ตามกติกา แต่เมื่อแพ้แล้วกลับใช้วิธีนอกกติกา ทั้งที่เคยวิจารณ์คนอื่นว่าไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย วันนี้จึงเหมือนถ่มน้ำลายใส่มือตัวเองแล้วนำมาทาหน้า”
รศ.ดร.ธนพรเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้กับการแข่งขันฟุตบอล โดยระบุว่า พรรคประชาชนสามารถเคลื่อนไหวและตรวจสอบได้ แต่ต้องระวังไม่ให้การชุมนุมเกินขอบเขตหรือกลายเป็นความวุ่นวาย เพราะปัจจุบันสังคมและกฎหมายเปรียบเสมือนระบบ VAR ที่ตรวจสอบการกระทำย้อนหลังได้
“จะเข้าพรวด จะเสียบแรงก็ทำได้ แต่ต้องระวังว่าทุกวันนี้มี VAR หากทำตัวเป็นฮูลิแกนแล้วโดนใบเหลืองใบแดงขึ้นมา อย่ามาร้องขอนิรโทษกรรมกันใหม่ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมเดิมไม่ได้ครอบคลุมการกระทำในปี 2569”
รศ.ดร.ธนพรกล่าวอีกว่า พรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็น “การเมืองก้าวใหม่” ควรแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานผ่านระบบรัฐสภา การอ้างว่าตนมีเสียงไม่เพียงพอและต้องแพ้ในการลงมติ ไม่ใช่เหตุผลที่จะละทิ้งการเจรจาต่อรอง เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีฝ่ายใดได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น หากพรรคประชาชนต้องการแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรเปิดการเจรจากับฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่าง พร้อมเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนที่แต่ละฝ่ายยอมรับได้ เพราะการประนีประนอมและ “ยื่นหมูยื่นแมว” เป็นกลไกปกติของรัฐสภาทั่วโลก
“ต้องคิดก่อนว่าอีกฝ่ายก็มีตัวตนอยู่ในระบบการเมือง เขาเข้ามาในสภาได้ก็เพราะมีประชาชนเลือก คุณจะปฏิเสธว่าต้องมีเฉพาะสีเดียวกับคุณจึงจะถูกต้องไม่ได้ แล้วคนไทยที่เลือกพรรคอื่นจะให้เขาไปอยู่ต่างประเทศหรืออย่างไร”
รศ.ดร.ธนพรวิจารณ์ว่า หากพรรคประชาชนยืนยันว่าจะต้องได้ทุกอย่างตามความต้องการของตัวเอง และเมื่อไม่ได้ก็ใช้มวลชนกดดัน พฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ต่างจากเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกลางห้างเพื่อบังคับให้ผู้ปกครองซื้อของเล่นให้
“กรณีเด็กสีส้มในสภางอแง ไม่ควรตามใจ เพราะหากตามใจก็จะยิ่งไปกันใหญ่ และอาจทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน”
จี้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเสมอภาค
รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า ผู้ชุมนุมวันที่ 13 กันยายนสามารถใช้สิทธิได้ แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับการชุมนุมของเกษตรกร คนจน หรือกลุ่มการเมืองอื่นๆ
หากพบว่าการชุมนุมมีแนวโน้มเกินขอบเขตหรือฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เลือกปฏิบัติ
“ผู้ชุมนุมก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกกลุ่ม แบบนี้จึงเรียกว่าแฟร์เพลย์กันทุกฝ่าย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ภาวุธ' ฉะหน่วยงานรัฐอืดอาด! อัปเกรดระบบยืนยันตัวตนแค่ 8.4% ยังเสี่ยงสูงข้อมูลรั่วไหล
“ภาวุธ” ซัดหน่วยงานรัฐอัพเกรดระบบความปลอดภัยแค่ 8.4% หลังผ่านไป 2 เดือน ชง 4 มาตรการเร่งด่วนจี้รัฐบาลอุดช่องโหว่ไซเบอร์และประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง
ปชน. จี้บอร์ดสิ่งแวดล้อมเร่งประกาศ จ.ปราจีนบุรี เป็น 'เขตควบคุมมลพิษ'
'พรรคประชาชน' จี้รัฐประกาศเขตควบคุมมลพิษ แก้วิกฤตน้ำท่วมขยะพิษปราจีนบุรี 'พูนศักดิ์' แนะ 'ภาคประชาชน' ใช้สิทธิฟ้อง เรียกค่าเสียหาย
บันเทิงแน่! 'วิโรจน์' โพสต์เหน็บภูมิใจไทย เหล่าลูกสมุนกากๆ จะแห่ประท้วงเอาซีนศึกซักฟอก
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า เตรียมใจไว้เลยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 7-11 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ประชาชนต้องเจอกับเหล่า "กี้" ลูกสมุนกากๆ ที่ดาหน้าออกมาพลีชีพประท้วงเอาซีนอย่างแน่นอน
'โรม' รับ สส.ปชน. จ่อยื่นอภิปรายทั่วไป ม.152 ดัดหลังรัฐบาล
'โรม' อุบตอบปม 'ฝ่ายค้าน' ยื่น 'อภิปราย ม.152' ดัดหลัง 'รัฐบาล' โยนถาม 'วิป' บอกไม่ได้อยู่ในกระบวนการ รับผิดชอบแค่ซักฟอก 151
'ลลิดา' สอนเด็กส้มอย่ามองข้ามปากท้อง SME
รองโฆษกรัฐบาล สวน 'ภาวุธ' ปมลดค่า GP ชี้อย่ามองข้ามปากท้อง SME เพียงเพราะมาตรการไม่ใช่คำตอบระยะยาว ย้ำลดต้นทุนวันนี้ไม่ต้องรอแก้โครงสร้าง คาดช่วยร้านค้าประหยัด 1,930 ล้านบาทใน 6 เดือน
จัดให้แล้ว! อนุทินส่งทนายฟ้อง 'เพจ Godd Dam-ไอซ์ รักชนก' ปมสลิปปลอม 7 ล้านบาท
'อนุทิน' ส่งทนายแจ้งความ สน.ทองหล่อ ฟ้อง 'ไอซ์ รักชนก' และเจ้าของเพจ Godd Dam หลังแชร์สลิปปลอม 7 ล้าน อ้างค่าน้ำชา ฐานผิดหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมฯ

