
เมื่อปัญหาสุขภาพของคนไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจฝากไว้กับโรงพยาบาลหรือกระทรวงสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะตั้งแต่ถนนที่คนใช้เดินทาง อากาศที่หายใจ อาหารที่กิน การมีงานทำ รายได้ หนี้สิน สภาพแวดล้อม ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ล้วนมีส่วนกำหนดสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น
นี่คือเหตุผลที่แนวคิด “Health in All Policies” หรือ “สุขภาพในทุกนโยบาย” กำลังถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ โดยมี “ตำบล” เป็นหน่วยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนรู้จักปัญหาของตัวเองดีที่สุด และสามารถมองเห็นได้ว่าปัญหาสุขภาพเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตอย่างไร
แนวคิดดังกล่าวถูกตอกย้ำในการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นบูรณาการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ ครั้งที่ 2” เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. คนที่ 1 เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นจากทั่วประเทศ
นายพัฒนากล่าวว่า คนไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาวะหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs สังคมสูงวัย ปัญหาสุขภาพจิต สารเสพติด บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุบัติเหตุทางถนน มลพิษสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสและบริการ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และนโยบายของภาครัฐ
ดังนั้นการสร้างเสริมสุขภาพจึงต้องเปลี่ยนจากการรอให้คนป่วยแล้วเข้าสู่ระบบการรักษา ไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนสามารถมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้น และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมรับผิดชอบ
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ “ประชาชนเป็นเจ้าของพื้นที่” มีส่วนร่วมตั้งแต่การมองเห็นปัญหา เก็บข้อมูล วิเคราะห์สาเหตุ ออกแบบวิธีแก้ไข ไปจนถึงติดตามผล ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ทำหน้าที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพราะหากต้องการให้ชุมชนมีสุขภาวะที่ดี สิ่งแรกที่ต้องมีไม่ใช่โครงการจำนวนมาก แต่คือ “ข้อมูลที่ถูกต้อง” และสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้จริง
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสุขภาพของคนไทยสะท้อนให้เห็นความท้าทายหลายด้าน โดยอายุคาดเฉลี่ยของผู้ชายไทยอยู่ที่ประมาณ 73.5 ปี และผู้หญิง 80.5 ปี ขณะเดียวกันยังมีคนจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่มากจากปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ ทั้งอุบัติเหตุ โรคหลอดเลือด และพฤติกรรมสุขภาพ
ข้อมูลระดับพื้นที่ยังสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยจังหวัดที่มีอายุคาดเฉลี่ยต่ำสุดกลุ่มหนึ่งอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และพะเยา ขณะที่จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุในเชิงจำนวนประชากรสูง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และบุรีรัมย์
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “สุขภาพ” ไม่ได้มีคำตอบเดียวกันสำหรับทุกพื้นที่ จังหวัดหนึ่งอาจกำลังเผชิญปัญหาผู้สูงอายุอยู่ลำพัง ขณะที่อีกพื้นที่อาจต้องเร่งจัดการโรคเบาหวาน อุบัติเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยงจากการดื่มและสูบบุหรี่ ดังนั้นนโยบายที่เหมือนกันทั้งประเทศอาจไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของทุกชุมชนได้
ปัจจุบัน สสส.สนับสนุนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมแล้ว 3,690 แห่ง หรือประมาณ 47.47% ของ อปท.ทั่วประเทศ และมีฐานข้อมูลจาก 646 ตำบล ครอบคลุมประชาชนกว่า 2.91 ล้านคน หรือประมาณ 989,365 ครัวเรือน
เมื่อเจาะลึกข้อมูลจากพื้นที่ พบว่า ร้อยละ 74.33 ของครัวเรือนมีภาระหนี้สิน อัตราพึ่งพิงอยู่ที่ร้อยละ 61.32 มีประชากรสูงอายุร้อยละ 27.9 และในกลุ่มผู้สูงอายุมีถึงร้อยละ 16.94 ที่อยู่ตามลำพัง ขณะที่ประชาชนป่วยด้วยโรค NCDs ร้อยละ 23.21 และในกลุ่มผู้สูงอายุมีผู้ป่วย NCDs สูงถึงร้อยละ 51.43 ด้านพฤติกรรมเสี่ยง พบผู้ดื่มสุราเป็นประจำร้อยละ 5.39 และสูบบุหรี่ร้อยละ 3.37
ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็น “แผนที่สุขภาพ” ที่ช่วยให้แต่ละตำบลมองเห็นว่าควรเริ่มต้นแก้ปัญหาจากตรงไหน
แนวทาง “Data-Driven” หรือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะข้อมูลจะช่วยเปลี่ยนการทำงานจาก “คิดว่า” มาเป็น “รู้ว่า” และจากการทำโครงการตามความคุ้นเคย มาเป็นการออกแบบงานจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การออกแบบเครื่องมือจัดเก็บข้อมูลตำบลจัดการสุขภาวะ จะครอบคลุมทั้งข้อมูลประชากรในครัวเรือน ปัจจัยเสี่ยง ตลอดจนข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. และหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่
หัวใจสำคัญคือไม่ได้มองเฉพาะว่า “ใครป่วย” แต่ต้องมองให้เห็นด้วยว่า “ทำไมจึงป่วย” ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง ใครเป็นกลุ่มเปราะบาง อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนในพื้นที่มีสุขภาพดี และอะไรคือปัญหาที่ชุมชนสามารถช่วยกันเปลี่ยนแปลงได้
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาตำบลจัดการสุขภาวะ 3,690 แห่ง และมี 744 แห่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีมาตรฐานการทำงานและกิจกรรมที่มุ่งดูแลกลุ่มเปราะบางมากขึ้น
ภาพของ “ตำบลจัดการสุขภาวะ” จึงไม่ได้หมายถึงตำบลที่ไม่มีคนป่วย แต่หมายถึงพื้นที่ที่ประชาชนสามารถรวมตัวกันมองปัญหาและจัดการสุขภาพของตนเองได้ โดยมีข้อมูลเป็นเครื่องมือ และมีองค์กรในพื้นที่เป็นกลไกสนับสนุน
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ อบต.ปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับการยกให้เป็นตำบลสุขภาวะแห่งแรกของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551 และพัฒนากระบวนการทำงานต่อเนื่องจนกลายเป็นต้นแบบของการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน
สิ่งที่น่าสนใจของปากพูนคือ ไม่ได้มอง “สุขภาพ” แยกออกจากชีวิต แต่สร้างกลไกให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในหลายมิติ ผ่านการจัดตั้ง “8 สภา” ได้แก่ สภาเศรษฐกิจ สภาผู้สูงวัย สภาสุขภาพ สภาสวัสดิการ สภาดนตรี สภาหัวใจวัยใส และกลไกอื่นๆ ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมดำเนินงาน
แนวคิดนี้สะท้อนว่า สุขภาวะไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายหรือการกินอาหารที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่คนในชุมชนมีรายได้ มีสวัสดิการ มีพื้นที่สร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์ทางสังคม และมีโอกาสกำหนดอนาคตของตนเอง
อีกพื้นที่หนึ่งคือ อบต.คอรุม จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ขับเคลื่อนแนวคิด “คอรุมชีวาสุข” โดยให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและการสร้างกิจกรรมให้ผู้สูงวัยยังคงมีบทบาทในสังคม มีการจัดทำฐานข้อมูลโรงเรียนผู้สูงอายุและกิจกรรมของโรงเรียนลำดวนวัยใส รวมทั้งเชื่อมโยงเรื่องราวประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับกิจกรรมของชุมชน
จุดเด่นอีกประการคือ การใช้บุคลากรที่มีอยู่ในระบบบริการสุขภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้ง รพ.สต. อสม. และเครือข่ายวิชาการ โดยนำความรู้ด้านสุขภาพมาใช้กับผู้สูงอายุ เช่น การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ และการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุสัญจร
จากคนที่เคยอยู่บ้านเป็นหลัก จึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “ผู้สูงวัยติดสังคม” ที่มีพื้นที่ทำกิจกรรม พบปะผู้คน และมีบทบาทในชุมชน
ขณะที่ อบต.กระนวน จังหวัดขอนแก่น เลือกโจทย์ที่ชัดเจนคือ “เบาหวาน” และใช้ธรรมนูญสุขภาพเป็นเครื่องมือในการชวนคนป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 150 คน เข้าร่วมกระบวนการปรับพฤติกรรม โดยเฉพาะเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย
ผู้เข้าร่วมลดการรับประทานข้าว เพิ่มผักและสมุนไพรที่ปลูกเองในพื้นที่ พร้อมออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน จนเกิดผลลัพธ์ที่ทำให้คนในชุมชนเห็นด้วยตาตัวเองว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
มีผู้เข้าร่วมบางรายสามารถลดน้ำหนักจาก 80 กิโลกรัม เหลือ 63 กิโลกรัม ขณะที่บางรายลดเหลือ 58 กิโลกรัม และที่น่าสนใจคือ มีผู้ป่วย 30 คน ที่สามารถหยุดยาเบาหวานได้ และอีก 50 คน ลดจำนวนยาลงภายใต้การดูแลที่เหมาะสม
ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้เข้าร่วมโครงการ แต่กลายเป็น “แรงบันดาลใจจากคนในชุมชน” เมื่อผู้ป่วยเบาหวานรายอื่นเห็นเพื่อนบ้านเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็เกิดความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนตาม
นี่คือพลังของการใช้พื้นที่เป็นฐาน เพราะบางครั้งคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอาจไม่ทรงพลังเท่ากับการเห็นคนข้างบ้านที่มีปัญหาเหมือนกันลุกขึ้นมาดูแลตัวเองแล้วเกิดผลจริง
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจมาจาก อบต.บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเลือกจัดการปัญหาสังคมสูงวัยผ่าน “งาน” และ “การมีส่วนร่วม” เพราะในพื้นที่มีผู้สูงอายุประมาณ 1,000 คน หรือราว 34% ของประชากรกว่า 3,000 คน
แทนที่จะมองผู้สูงอายุเป็นเพียงผู้รับสวัสดิการ ชุมชนพยายามทำให้ผู้สูงวัยกลับมาเป็นพลังของพื้นที่ มีการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุและคนพิการ ให้มีรายได้ประมาณ 7,000-10,000 บาทต่อเดือน ทั้งงานในพื้นที่และงานที่สามารถนำกลับไปทำที่บ้าน
มีการออกแบบลักษณะงานให้เหมาะสมกับวัย เช่น งานดูแลพื้นที่ เก็บขยะริมถนนและในคลองสาธารณะ รวมถึงการจ้างงานผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป และ 60 ปีขึ้นไปตามความเหมาะสม
ขณะเดียวกันยังนำพื้นที่ชุมชนมาใช้สร้างเศรษฐกิจและสุขภาพไปพร้อมกัน ผ่านการพัฒนาตลาดร่องสวนยายแพง ซึ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์
อีกกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดแบ่งปันในชุมชนคือ “ปันผักปันสุข” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยปลูกผักในพื้นที่ส่วนกลาง มีรายได้จากผลผลิต และสามารถนำผักจากชุมชนกลับไปรับประทานที่บ้านได้ในวันศุกร์ที่ 4 ของเดือน
ทั้งหมดนี้อาจดูเป็นกิจกรรมเล็กๆ หากมองแยกเป็นรายโครงการ แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับสะท้อนภาพใหญ่ของการสร้างสุขภาวะที่ไม่ได้เริ่มจากโรงพยาบาล หากเริ่มจาก “ชีวิตจริงของคนในชุมชน”
แนวทางของ สสส.จึงมุ่งเสริมศักยภาพชุมชนผ่าน 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การเสริมสร้างทักษะส่วนบุคคล การสร้างพลังอำนาจให้ชุมชน การปรับระบบบริการสุขภาพให้เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ และการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกตำบลต้องมีโครงการเหมือนกัน แต่คือการทำให้แต่ละพื้นที่สามารถตอบคำถามของตัวเองได้ว่า “คนในตำบลกำลังเผชิญปัญหาอะไร” “อะไรคือสาเหตุ” และ “เราจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
การประชุมครั้งนี้จึงกำหนดเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง 300 พื้นที่ ให้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์องค์ความรู้ พัฒนาเครื่องมือ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำบทเรียนจากพื้นที่ไปต่อยอดสู่ระดับประเทศ
ภาพใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการสร้าง “ตำบลสุขภาพดี” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถรู้จักตัวเอง ใช้ข้อมูลของตัวเอง และออกแบบอนาคตของตัวเองได้
เพราะในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ขณะที่โรค NCDs ปัญหาสุขภาพจิต หนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ อุบัติเหตุ และสิ่งแวดล้อมกำลังกระทบคุณภาพชีวิตพร้อมกัน การรอให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแก้ปัญหาเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอ
“ตำบลจัดการสุขภาวะ” จึงเป็นเหมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ของประเทศ ที่แต่ละพื้นที่สามารถค้นหาคำตอบจากข้อมูลจริงและชีวิตจริงของคนในชุมชน
จากผู้สูงอายุที่กลับมามีงานทำ จากผู้ป่วยเบาหวานที่ลุกขึ้นเปลี่ยนพฤติกรรม จากเด็กและผู้ใหญ่ที่มีพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกัน ไปจนถึงชุมชนที่ร่วมกันจัดการสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยง
ทั้งหมดกำลังบอกว่า “สุขภาพ” ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่อยู่ในบ้าน ในตลาด ในโรงเรียน บนถนน ในที่ทำงาน และในทุกพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิต
เมื่อประชาชนมีข้อมูล มีโอกาส มีส่วนร่วม และมีองค์กรท้องถิ่นเป็นตัวกลางเชื่อมพลังจากทุกฝ่าย ตำบลจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยการปกครอง แต่สามารถกลายเป็น “หน่วยสร้างสุขภาวะ” ที่ช่วยให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น แข็งแรงขึ้น และที่สำคัญคือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้มี “ตำบลจัดการสุขภาวะ” เพิ่มขึ้น แต่คือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลจากหลายพันตำบลถูกนำมาใช้จริง เพื่อออกแบบนโยบายระดับประเทศที่เข้าใจความแตกต่างของแต่ละพื้นที่
เพราะหาก “ข้อมูล” คือเข็มทิศ “ชุมชน” ก็คือคนถือพวงมาลัย และเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้ป่วย แต่คือการทำให้คนไทยสามารถดูแลสุขภาพของตัวเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมีพลัง และมีโอกาส “อยู่ยาวอย่างมีคุณภาพ” ไปพร้อมกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“บรรเจิด” โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทนการยกเลิกภาษีบาป 2% หลอกลวงประชาชน ทำไม่ได้จริง ชงเอื้อประโยชน์อุ้มนายทุนสุรา-ยาสูบ ยัน Earmarked Tax สมเหตุสมผล
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเสนอให้ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax)
นักวิชาการ หนุน 'เอกภพ' รื้อภาษียาสูบปี 60 จี้สอบต้นตอ รัฐสูญปีละ 2 หมื่นล้าน
นักวิชาการ หนุนหมอเอกรื้อการปรับอัตราภาษียาสูบปี 60 มาตรวจสอบใหม่ ตั้งคำถามหาต้นตอคนรับผิดชอบ ตั้งแต่ปี 60 รัฐสูญภาษีปีละ 2 หมื่นล้าน สสส. เปิดหลักฐานก่อนปรับภาษียาสูบ เผยภาคสุขภาพเตือนแล้ว “ภาษีหลายอัตรา” เปิดช่องลดราคา-หนีไปบุหรี่ถูก ย้ำ สสส. ไม่ใช่ผู้กำหนดโครงสร้างภาษี 2 อัตรา และไม่มีอำนาจอนุมัติราคาบุหรี่
'เอกภพ' ลั่นขอเป็นหัวหอกตรวจสอบ สสส. ถาม 25 ปี ใช้งบ 7.7 หมื่นล้าน แต่สุขภาพคนไทยกลับแย่ลง
โฆษกรัฐบาล อ้างมีข้อมูลจากคนแวดวงสาธารณสุข สสส. ใช้งบเอื้อพวกพ้อง-เครือข่าย กันเงินไว้กินดอกเบี้ย-ลงทุนหลักทรัพย์ ลั่น ขอเป็นหัวหอกเดินหน้าตรวจสอบตระกูล ส.
"อธิบดีกรมสรรพสามิต" ยืนยันชัด ปรับโครงสร้างภาษีบาป-ยกเลิกเงินส่วนเพิ่ม 2% ไม่เอื้อประโยชน์เอกชน
อธิบดีกรมสรรพสามิตยืนยันชัด ปรับโครงสร้างภาษีบาป-ยกเลิกเงินส่วนเพิ่ม 2% ไม่เอื้อประโยชน์เอกชน พร้อมออกกฎกระทรวงนำเงินเข้าสู่คลังแผ่นดินโดยตรง เป็นไปตามนโยบายรัฐเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและลดความซ้ำซ้อน ชี้ 4 กองทุนต้องปรับไปยื่นของบประมาณเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น
'เอกนิติ' ปัดตอบรื้อกม. 'ไทยพีบีเอส-สสส.' เข้าระบบงบฯ แทนใช้ภาษีบาป บอกยังไม่ได้รายงาน
‘เอกนิติ’ ปัดตอบปมรื้อกฎหมาย ให้ ‘Thai PBS-สสส.’ เข้าระบบงบประมาณแผ่นดิน แทนการใช้ภาษีบาป บอกสั้นๆ ‘ขอดูก่อน ยังไม่ได้มารายงานเลย’

