SPRC เดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาคเอเชีย

นางสาวเชาวศรี เหลืองรัตนากร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์ นโยบาย และพัฒนาธุรกิจบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) เปิดเผยว่า “กว่า 32 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงดำเนินกลยุทธ์เพื่อการเติบโตเคียงคู่ไปกับประเทศไทย ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (complex crude oil refinery) ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 175,000 บาร์เรลต่อวัน ควบคู่กับการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพยอดเยี่ยม ทั้งการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมคุณภาพสูงหลากหลายประเภท สำหรับใช้ภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ SPRC มีหลากหลายชนิด อาทิ โพรพิลีนเกรดโพลีเมอร์ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเตา และยางมะตอย ฯลฯ”

“สำหรับในปี 2567 นี้ เป็นอีกก้าวในการเติบโตของ SPRC โดยการเข้าซื้อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ภายใต้แบรนด์ “คาลเท็กซ์” ซึ่งอยู่เคียงคู่กับประเทศไทยมายาวนานกว่า 75 ปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างโอกาสการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ด้านห่วงโซ่ เป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น เติมเต็มประสบการณ์ลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์น้ำมันคาลเท็กซ์ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและจุดยืนที่แข็งแกร่งด้านธุรกิจพลังงานระดับประเทศและระดับภูมิภาค ทั้งนี้ SPRC ยังคงพร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจ “ครอบครัวแห่งความห่วงใย ร่วมสร้างพลังเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของเรา” โดยให้ความสำคัญในการดูแลพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านแผนระยะยาวประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรภายในองค์กร ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ การศึกษาโอกาสในการลงทุนเพื่อการเติบโตทางธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร โดยมีปัจจัยในการดำเนินงานอย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นรากฐานที่สำคัญ SPRC มุ่งมั่นด้าน ESG และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยเราได้มีส่วนร่วมในโครงการ “Foster Future Forests” เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดระยอง”

“SPRC พร้อมที่จะขับเคลื่อนอนาคตของเราต่อไป ภายใต้การดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่การรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง” นางสาวเชาวศรี กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

SPRCยันบริหารจัดการ‘คลังน้ำมัน’เป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน

SPRC ยืนยันการบริหารจัดการ ‘คลังน้ำมัน’เป็นไปตามกฎหมายกำหนดทุกขั้นตอน ขณะที่ผลการตรวจสอบจากภาครัฐไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

SPRC โชว์ผลการดำเนินงานQ4/68แกร่งทั้งปีกำไรโต 31.6%

SPRC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 4/2568รายได้รวม 1,778.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 33.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งปี 7,317.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรเพิ่มขึ้น 31.6% ปัจจัยหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันอันเนื่องมาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบระหว่างไตรมาส

SPRC ร่วมกับ เชฟรอน รับมอบประกาศเกียรติคุณและเครื่องหมาย ‘นคราภิรักษ์’ จากภารกิจสนับสนุนช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มอบประกาศเกียรติคุณและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “นคราภิรักษ์” แก่ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) ร่วมกับ กลุ่มบริษัทเชฟรอนในประเทศไทย นำโดย นายสันติศักดิ์ ไทยพัฒน์ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จํากัด

เชฟรอนผนึกพันธมิตร SPRC-ทช. ผุดโครงการเติมพลังรักษ์ยั่งยืน สู่ผืนป่าไทย พัฒนาป่าชายเลนเมืองระยอง

ป่าชายเลน ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก โดยจากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือทช. ระบุว่า พื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทยสามารถดูดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละกว่า 9.4 ตันต่อไร่

SPRC ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผนึกพลังภาครัฐ และเอกชน จัดกิจกรรมเก็บขยะ เนื่องในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล ปี 2566

นายกำธร เวหน ปลัดจังหวัดระยอง เปิดกิจกรรมจิตอาสาเก็บขยะ เนื่องใน วันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล ประจำปี 2566 (ครั้งที่ 21 ) จัดโดย บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC

SPRC เดินหน้าศึกษาผลกระทบเหตุน้ำมันรั่ว ประสานชุมชน เร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

SPRC เร่งแก้ไขผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว จ่ายเงินชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบไปแล้วมากกว่า 10,600 ราย รวมเป็นเงินกว่า 305 ล้านบาท พร้อมร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ