'วราวุธ' แถลงผลงาน พม. 6 เดือน ในรัฐบาลนายกฯอิ๊ง เดินหน้า เรือธง 9 ด้าน-ศรส.-ศบปภ. ดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง ย้ำ ขรก.-จนท. พม. อย่าเกียร์ว่าง ทำงานเต็มที่ แม้มีกระแสข่าวปรับ ครม.

วันที่ 9 เมษายน 2568 ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) แถลงผลงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในรอบ 6 เดือน (ตุลาคม 2567 - มีนาคม 2568) โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เข้าร่วม

นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้ครบ 6 เดือน หลังจากที่ได้แถลงนโยบายของกระทรวง พม.ไว้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 โดยมีวิสัยทัศน์คือ การทำให้คนไทยมีความมั่นคงในชีวิต และสวัสดิการที่เหมาะสม บนหลักการ “พม. หนึ่งเดียว” อีกทั้งประสานการขับเคลื่อนงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรระหว่างประเทศ โดยผลการดำเนินงานสำคัญนั้น เริ่มจากโครงการในพระราชดำริ ได้แก่ 1. โครงการจิตอาสาพัฒนาคลองเปรมประชากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พัฒนาคลองเปรมประชากรทั้งระบบ ซึ่งกระทรวง พม. ได้สนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง 2.การผลิตล่ามภาษามือตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งกระทรวง พม. ได้สนับสนุนเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้สถาบันการศึกษา (สถาบันราชสุดา และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต) จัดอบรมหลักสูตร 135 ชั่วโมง ให้กับผู้ปฏิบัติงานของศูนย์บริการคนพิการจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และหน่วยงานของคนหูหนวก รวมถึงประชาชนทั่วไป อีกทั้งพัฒนาทักษะล่ามภาษามือ ทำให้ปัจจุบันมีล่ามภาษามือที่จดแจ้งกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.)

และโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ 1.โครงการจัดหากายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพิการ 72,000 ชุด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยรัฐบาลได้ประกาศให้เป็น 1 ใน 10 โครงการสำคัญของรัฐบาลสวัสดิการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับกลุ่มคนพิการ 2.โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิสงเคราะห์ของสภากาชาดไทยและห้างแว่นท็อปเจริญ โดย 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้สูงวัยด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 2,400 คน

สำหรับโครงการตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ โครงการเติมเงิน 10,000 บาท บรรเทาภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น กลุ่มเปราะบางที่ได้รับสิทธิ อาทิ กลุ่มคนพิการ ได้รับการโอนเงินสำเร็จไปแล้ว 2,100,000 คน อีกทั้งร่วมร่วมทำงานร่วกับหน่วยงานท้องถิ่นให้บริการออกบัตรให้กับคนพิการเพิ่มเติมกว่า 100,000 คน รวมถึงแจ้งให้คนพิการที่ยังไม่มีช่องทางรับเงินกว่า 30,000 คน ให้เร่งดำเนินการ ในขณะที่ ผู้สูงอายุได้รับการโอนเงินสำเร็จไปแล้วร่วม 2,800,000 คน และมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้สูงอายุที่โอนเงินไม่สำเร็จในรอบแรก อีก 150,000 คน

นายวราวุธ กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตประชากร กระทรวง พม. มีศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เป็นกลไกการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาเหตุด่วนทางสังคม โดย 6 เดือนที่ผ่านมา ศรส. มีการให้บริการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนร่วม 78,000 กรณี โดยขอรับการช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม. โทร. 1300 มากที่สุด ร่วม 70,000 กรณี  ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้ ความเป็นอยู่ และคนไร้ที่พึ่ง ขอทาน รวมถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งทางกระทรวง พม. ได้เสนอ “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติอนุมัติหลักการแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก” พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาบรรจุเข้าวาระที่ประชุม ครม.

นายวราวุธ กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ กระทรวง พม. มีศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 เพื่อให้ความช่วยเหลือ ดูแล และเยียวยากลุ่มเปราะบางทั่วประเทศจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมภาคเหนือครั้งใหญ่ หรือน้ำท่วมภาคใต้ หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่ผ่าน นอกจากนี้ ยังได้ทำการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า และจัดทำแผนการดำเนินงานรายจังหวัดและภาค  อีกทั้งยังได้หารือร่วมกับกรมบัญชีกลาง เพื่อขอปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ทำให้ได้รับค่าถุงยังชีพเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเปราะบาง จากเดิมชุดละ 700 บาท เป็นไม่เกิน 1,000 บาท ต่อครอบครัว อีกทั้งยังร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) ขับเคลื่อนงานทางสังคมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการพัฒนาแผนที่เสี่ยงภัย
ที่แสดงข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงที่จะประสบภัยพิบัติ เพื่อการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและทันท่วงทียิ่งขึ้น

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับการเสริมพลังในการขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญ (Flagship Projec) หรือเรือธง 9 ด้าน เป็นการต่อยอดขยายผลจากนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1 การยกระดับการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย ซึ่งกระทรวง พม. ได้ยกระดับศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ดำเนินการในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8 แห่ง และจะขยายผลให้ครบตามเป้าหมาย 462 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล การพัฒนาแอปพลิเคชันในการกำกับดูแลเด็กปฐมวัยอีกด้วย

ด้านที่ 2 ปรับปรุงโครงสร้างพื้น ฐานในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวง พม. ได้ดำเนินโครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน จากเดิมมีเพียง 31 คน โดยภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้น 311 คน ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล จำนวน 34,200 คน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ สวทช. ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Nirun for community เพื่อติดตามและรายงานผลการปฏิบัติงานของผู้บริบาลฯ ซึ่งปัจจุบันเริ่มใช้งานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568

ด้านที่ 3 การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง ซึ่งกระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในระดับจังหวัด  22 จังหวัด และในระดับพื้นที่ในนิคมสร้างตนเอง 25 แห่ง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง 3 แห่ง และมีโครงการนิคม Next ที่ส่งเสริมการสร้างอาชีพทั้ง ด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และหัตถกรรม โดยสมาชิกในนิคมสร้างตนเอง 13 แห่ง มีรายได้เพิ่มขึ้น 8 ล้านบาท

ด้านที่ 4 พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยก้าวข้ามความพิการ สามารถอาชีพ มีรายได้ พึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการดำเนินโครงการผู้นำคนพิการที่สร้างแรงบันดาลใจ Top 10 แและได้ลงนาม MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในการพัฒนาทักษะคนพิการให้สามารถประกอบอาชีพได้ โดยที่ผ่านมาสามารถสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่ง อีกทั้งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอ ครม.

ด้านที่ 5 การสร้างหุ้นส่วนทางสังคม สู่สวัสดิการที่ยั่งยืน ซึ่งกระทรวง พม. ได้ผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และดำเนินโครงการเสริมพลังวัดพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นการสร้างหุ้นส่วนทางสังคม โดยมีวัดต้นแบบที่จัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบาง

ด้านที่ 6 การขับเคลื่อนพันธกรณีระหว่างประเทศที่สำคัญ ซึ่ง 6 เดือนที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ผลักดันเรื่องความเสมอภาคทางเพศ ในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพของสตรี ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) และการคุ้มครองสิทธิเด็ก ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกระทรวงได้ส่งผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมการประชุมเยาวชนโลกด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 ที่ประเทศโมร็อกโก อีกทั้งมีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อคุ้มครองเด็กอพยพหรือเด็กไร้สัญชาติอีกด้วย

ด้านที่ 7 สื่อสารประชาสัมพันธ์ทางสังคมเชิงรุก เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นที่มีต่อกระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่เป็นที่พึ่งของประชาชน โดยสื่อสารสังคมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ เรื่องสิทธิ สวัสดิการ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของโฆษกกระทรวง พม. ในทุกระดับทั่วประเทศ

ด้านที่ 8 การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสังคม ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น โดยมีหลักสูตรเฉพาะเกี่ยวกับงาน (Hard-skill) และทักษะที่สนับสนุนการปฏิบัติงาน (Soft-skills) รวมถึงมีหลักสูตรเพื่อสร้างผู้นำที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการพัฒนาบุคลากรให้เป็นนักพัฒนาสังคมมืออาชีพ

ด้านที่ 9 การพัฒนาระบบ พม. ดิจิทัล และฐานข้อมูล โดยมีโครงการ Digitize Data พม. เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและใช้งานร่วมกัน ผ่านระบบเดียวทั้งกระทรวง , โครงการ Data-Driven พม. เพื่อพัฒนาชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สำหรับติดตามข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย และบูรณาการข้อมูลครัวเรือนเปราะบางเพื่อวางแผนและช่วยเหลือได้แบบครบวงจร และโครงการ Digital Shield พม. ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับ Next step 6 เดือนถัดไป กระทรวง พม. ยังต้องขับเคลื่อนการพัฒนาทั้ง ศรส. ศบปภ. และพันธกิจสำคัญ (Flagship Projects) หรือ เรือธง 9 ด้าน ซึ่งงานสำคัญที่จะเกิดขึ้นใน 6 เดือนต่อไป มีดังนี้ 1) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI Chatbot เพื่อจัดการข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล และมพัฒนาข้อมูลสถิติแบบ Real time ในการจัดทำแผนบริหารการจัดการกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์ภัยพิบัติระดับจังหวัด 2) การขยายผลศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ทั้งในและนอกพื้นที่นิคมสร้างตนเอง 3) การขยายผลโครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุมทุกจังหวัด 4) การเร่งรัดขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้ โครงการนิคม Next พมจ. Next และราษฎรบนพื้นที่สูง Next 5) การขยายผลโครงการผู้นำคนพิการและจัดกิจกรรม Career Connect เพื่อเชื่อมโยงระหว่างคนพิการกับผู้ประกอบการ 6) การขยายผลโครงการเสริมพลังวัดพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ไปสู่วัดในทุกจังหวัด พร้อมทั้งดำเนินการไปสู่ศาสนสถานของศาสนาอื่นๆ 7) การจัดงาน Social Development Expo 2025 (SDx 2025) ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะมีการเปิดพื้นที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จากประเทศสมาชิกอาเซียน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 8) หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาสังคมระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด โดยสถาบันพระประชาบดี และ 9) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบดิจิทัล เพื่อการบริการประชาชน พม. Smart และ MSO Logbook อีกทั้ง ขยายการใช้งานระบบคลาวด์ Cloud First Policy พร้อมยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากพันธกิจสำคัญทุกด้านแล้ว ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ยังคงปฏิบัติงานตามขอบเขตความรับผิดชอบอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ การดูแลและจัดการปัญหาคนเร่ร่อน ขอทาน ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้ที่พึ่ง และการประกาศพื้นที่สร้างสรรค์ให้แสดงความสามารถแทนการขอเงิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงการสร้างคนและสร้างเครือข่ายเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และส่งเสริมบทบาทองค์กรภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (CSR) มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกช่วงวัย เช่น โครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ โครงการบ้านมั่นคงสำหรับแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด โครงการบ้านพอเพียงสำหรับการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชั่วคราว โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง โครงการบ้านเพื่อตายาย และโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย อีกทั้งมีการบรรเทาภาระทางการเงินให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง โดยมีสถานธนานุเคราะห์ (สธค.) เป็นโรงรับจำนำเพื่อสังคม 47 แห่งทั่วประเทศ ดำเนินโครงการ สธค. ใจดี ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน และโครงการ ลดดอกเบี้ยช่วงเปิดภาคเรียน

“วันที่ 9 ตุลาคม 2567 เราทำงานใหม่ในสถานที่เดิม กระทรวง พม. ภายใต้การนำรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ครบรอบ 6 เดือน เรายังเหลือเส้นทางอีกไกลที่ยังต้องทำงานต่อไป และจากกรณีที่มีกระแสข่าวการปรับ ครม. นั้น ขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. อย่าไปสนใจกระแสข่าวดังกล่าว ซึ่งการปรับ ครม. เมื่อไรนั้นผมไม่ทราบ เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ตราบใดที่ยังดำรงตำแหน่ง รมว.พม. จะทำงานจนถึงนาทีสุดท้าย ซึ่งได้วางแผนงานไว้ 6 เดือนล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น ขอเน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม.ทุกคน ทำงานอย่างเต็มที่ อย่าใส่เกียร์ว่างในการทำงาน อย่าเบาเครื่อง อย่าชะลอเครื่อง เพราะว่าปัญหาของพี่น้องประชาชนรอไม่ได้ ในทางกลับกันหากผมกลัวการปรับ ครม. ก็ยิ่งต้องเร่งเครื่องทำงานให้เต็มที่ ส่วนที่ผู้สื่อข่าวให้ผมประเมินผลการทำงานของตัวเองนั้น ถ้าคะแนนเต็ม 10 แล้ว ผมให้คะแนน 5 คะแนน เพราะยังต้องทำงานอีกเยอะ วันนี้เรามาได้ 5 คะแนนแล้ว เหลืออีก 5 คะแนน ที่จะต้องทำงานต่อไป” นายวราวุธ กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัด พม. เผยความคืบหน้า พร้อมเตรียม Kick Off การประเมินความพิการฉบับใหม่ พร้อมกันทั่วประเทศ มี.ค. นี้

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.)

พม. ขอให้ ปชช. มั่นใจ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กว่า 3,800 แห่ง ยังบริหารงานเข้มแข็ง ย้ำ ถูกยกเลิกแค่ 10 แห่ง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงกรณีการแชร์ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในขณะนี้ ว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จดทะเบียนถูกต้องและดำเนินกิจการได้ตามปกติจำนวน 3,839 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีความเข้มแข็ง มีสมาชิกและคณะกรรมการบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ดำเนินงานอยู่

พม. แจง การเลิกสมาคมฌาปนกิจฯ ต้องผ่านการพิจารณาและการสั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.)

พม. จัดพิธีต้อนรับคณะเยาวชนโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ครั้งที่ 49

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีต้อนรับคณะเยาวชนโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ครั้งที่ 49 ประจำปี 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต้อนรับเยาวชนจากประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ จำนวนกว่า 200 คน

พม. ห่วงใย ครอบครัวผู้เสียชีวิต-ผู้บาดเจ็บ จากเหตุโรงงานพลุระเบิด ส่งทีม พม.ใกล้คุณ สุพรรณบุรี ลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาด่วน

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.)