
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ในฐานะอดีตเลขานุการ รมว.กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์” ชี้แจงกรณีที่มีประเด็นเรื่อง E-Document หลังการดีเบตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ว่า สิ่งที่นางศุภจีสื่อสารไม่ได้ผิดอย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน เพราะไม่ได้พูดถึงแค่เรื่อง E-Office และ E-Saraban ที่กระทรวงดีอีกำลังดำเนินการอยู่ แต่นางศุภจีพูดถึง “บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อบูรณาการข้อมูลเป็นรัฐบาลดิจิทัล ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real time ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่เชื่อมโยงแล้ว 22 หน่วยงาน โดยสามารถยกเลิกการเรียกเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนได้จริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สามารถเช็คข้อมูลบัญชีได้ด้วย
ผลจากการเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้การจดทะเบียน “ม้านิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง” ลดลงอย่างชัดเจน หลังมาตรการมีผลใช้เมื่อ 1 มกราคม 2569 เหลือเพียง 1 บริษัท จากเดิมช่วง 1 มกราคม – 30 กันยายน 2568 มี 478 บริษัท สะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีสามารถสกัดการนำม้านิติบุคคลไปใช้หลอกลวงประชาชนและภาคธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน ขอเรียนให้ชัดว่า ภารกิจเรื่อง E-Document ไม่ใช่กระทรวงดีอีกระทรวงเดียวที่ขับเคลื่อน มีฐานจากพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้ 10 มกราคม 2566) สมัยรัฐบาลลุงตู่และเป็นภารกิจต่อเนื่องของทุกรัฐบาล (จริงๆ มี พรบ.เรื่องรัฐบาลดิจิทัลตั้งแต่ปี 62 ด้วยซ้ำ) การยกระดับรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ควรถูกนำมาอ้างเป็นผลงานของใครเพียงฝ่ายเดียว เพราะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำอยู่แล้ว โดยตัวเลขระบบ E-Office ล่าสุดจะแนบไว้ด้านล่างค่ะ ตามข้อมูลทางราชการ
ตอบคำถาม
มาถึงเรื่องที่รัฐมนตรีดีอีไม่เซ็นเอกสารช่วงธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา เป็นเรื่องจริงครึ่งเดียว เอกสารที่เป็น Routine เฉพาะที่ทราบรายละเอียดทั้งหมดได้เซ็นตามปกติ ส่วนที่มาที่ไปของการเซ็นเอกสารที่ต้องปริ้นและนำมาลงนามข้างนอกก็เพราะ
1.ข้อมูลจากส่วน E-Saraban จะไม่เห็นต้นเรื่องทั้งหมดและความเห็นที่นำเสนอขึ้นมาจะไม่มีรายละเอียด การที่รัฐมนตรีจะเซ็นเอกสารจะต้องรอบคอบระมัดระวังเพื่อไม่ให้มีการผูกพันกับรัฐบาลหน้า
2.นอกจากนี้ ที่รัฐมนตรีดีอีต้องละเอียดรอบคอบมาก เพราะมีการตรวจสอบภายใน พบข้อเชื่อมโยงที่มาจากรัฐมนตรีท่านเก่า ลงนามทราบในการทำ MOU (ที่ถูกเรียกว่า MOU อัปยศ) ที่ทำกับกลุ่มทุนต่างชาติ ทำให้มีข้อกังขาหลายอย่าง ทั้งการใช้ระยะเวลาอันสั้นมากแค่ 3 วัน ในการตรวจสอบรายละเอียดของ MOU และลงนามโดยมีรัฐมนตรีเป็นพยานมากกว่า 1 กระทรวง ทำให้รัฐมนตรีในรัฐบาลภูมิใจไทยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและยกเลิก เพราะการตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง และยังพบว่า มีพฤติการณ์ “เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุดและมีคำสั่งปิดข่าว” จะเซ็นอะไรในกระทรวงก็คงต้องมีความละเอียดรอบคอบหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจเป็นเหตุให้โดน DSI ตรวจสอบเพราะเข้าข่ายทำความผิดต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้
สำหรับเรื่อง Cloud First Policy ขอชี้แจงว่า
1. ในนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้ายังไม่มีความชัดเจนและมีมติเมื่อ 1 กันยายน 2568 ให้ชะลอการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ ทำให้หลายหน่วยงานดำเนินการไม่ได้และงบประมาณล่าช้า รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงผ่อนปรนเบื้องต้นในปี 2569 เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อได้
2. ยังไม่มีความชัดเจนตามมติ ครม ของรัฐบาลเดิมในการเก็บชั้นความลับของข้อมูล ซึ่งโดยหลัก Data Center ของภาครัฐควรต้องอยู่ในประเทศไทย เพราะมีเรื่องของ Data Sovereignty จึงมีการให้กระทรวงดีอีและ DGA ไปหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้การใช้ทรัพยากร Cloud เกิดประโยชน์สูงสุด และมีราคาเหมาะสมที่สุด และที่สำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลของทางราชการ
แนะนำว่าอดีตรองเลขาธิการและอดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประเสริฐอาจจะลองขยายเวลาการทำงานให้ช้ากว่านี้หน่อยเพื่อความรอบคอบไม่ให้ชาติบ้านเมืองมีความเสี่ยงในการเสียประโยชน์ ดำเนินการตามระเบียบที่ต้องเอาเรื่องเข้า ครม.ให้พิจารณาก่อนอาจจะดีกว่าทำงานแบบเร็วๆ แล้วมีผลกระทบระยะยาว และข้อมูลที่ออกสื่อควรครอบคลุมไม่ใช่มองแค่ข้อมูลจากด้านเดียวกระทรวงเดียว
ข้อมูลแนบ
ปัจจุบันมีการใช้ระบบ E-Document, E-Saraban, E-Office จาก 2 หน่วยงานคือ DGA และ กระทรวงดีอี
จากกระทรวงดีอี
ตัวเลขปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดใช้งานระบบ E-Officeแล้ว จำนวน 4,411 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 246,125 บัญชีผู้ใช้งาน และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดใช้งานระบบเพิ่มเติม จำนวน 2,169 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 1,716,107 บัญชีผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้นมีหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในกระบวนการใช้งานระบบ E-Office จำนวน 6,580 หน่วยงาน และมีบัญชีผู้ใช้งานรวม 1,962,232 บัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)
ส่วนข้อมูล DGA
บริการที่สนับสนุนการลด/ยกเลิกการใช้กระดาษ และดำเนินการโดย DGA ได้แก่
1. ระบบ e-Saraban
มีผู้ใช้งาน 276 หน่วยงาน
มีผู้ใช้งาน 38,094 บัญชี
มีโควต้าที่ขอใช้ทั้งสิ้น 65,067 บัญขี
2. workD
มีผู้ใช้งาน 292 หน่วยงาน
มีผู้ใข้งาน 154,667 บัญชี
มีโควต้าที่ขอใช้ทั้งสิ้น 254,933 บัญชี
3. ระบบท้องถิ่นดิจิทัล
มีผู้ใช้งานทั้งสิ้น 141 หน่วยงาน
มี 4 ระบบ
3.1 ระบบ OSS มีจำนวนผู้ใช้งาน 119 หน่วยงาน
3.2 ระบบขอใบรับรอง มีจำนวนผู้ใช้งาน 60 หน่วยงาน
3.3 ระบบขออนุญาตก่อสร้าง มีจำนวนผู้ใช้งาน 61 หน่วยงาน
3.4 ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวนผู้ใช้งาน 121 หน่วยงาน
4. Digital Transcript มีจำนวนสถาบันอุดมศึกษาใช้งาน จำนวน 121 หน่วยงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ร้องหมดไม่มีเว้น! 'ศรีสุวรรณ' จี้รัฐบาลจัดระเบียบ 'รถพุ่มพวง-ซาเล้ง' ดัดแปลงสภาพผิดกฎหมาย
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล
ถอดรหัส ดีลนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตัน สะท้อนบทบาท-วิธีคิด 'ศุภจี'
นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้าวโพด 1 ล้านตัน ห่วงโซ่อุปทาน–สิ่งแวดล้อม–ภูมิรัฐศาสตร์–อำนาจต่อรองไทยกับสหรัฐฯ
'อนุทิน' โชว์ขับรถพ่วงข้างพุ่มพวง พา 'ศุภจี' ซ้อนท้าย เปิด ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ
ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการเปิดกิจกรรม “ไทยช่
ป.ป.ช. เปิดทรัพย์สิน 'ประธานโสภณ' รวย 55 ล้าน มีบ้าน 6 หลัง
ป.ป.ช. เปิดทรัพย์สิน 'โสภณ ซารัมย์' ประธานสภาฯ รวย 55 ล้านบาท มีรายได้เกษตรกรรม 4 แสนบาท บ้าน 6 หลัง 7.2 ล้านบาท
“ธนพร” อ่านโพล ชี้การเมืองไทย “อนุรักษ์นิยม” ยังโดดเด่น “อนุทิน” ขึ้นเป็นแกนหลัก ส่วนแลนด์บริดจ์ เชื่อ ชาวใต้ ไม่ขวาง เป็นโอกาสรัฐบาลเดินหน้า แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วน
วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยของสวนดุสิตโพล ประจำเดือนเมษายน รวมถึงผลสำรวจของนิด้าโพลในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนทิศทางการเมืองไทยที่น่าสนใจในหลายมิติ
‘ไทยช่วยไทย’ คือหัวใจ
"ศุภจี" ลั่น! ไทยช่วยไทยคือหัวใจสำคัญในการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทย ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รัฐบาลเผยกระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

