
ในสังคมที่การศึกษาเป็นประตูสำคัญสู่คุณภาพชีวิตที่ดี คำถามหนึ่งที่ยังคงสะท้อนอยู่เงียบๆ คือ เหตุใดเด็กพิการจำนวนมากจึงไม่สามารถเดินไปถึงปลายทางเดียวกับเด็กทั่วไป ทั้งที่พวกเขามีความฝัน มีความสามารถ และมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน การหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ได้หมายถึงการพลาดโอกาสเรียนรู้เท่านั้น หากแต่เป็นการสูญเสียโอกาสในการทำงาน รายได้ ความมั่นคง และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ในระยะยาว
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ได้พยายามคลี่คลายปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างระบบสนับสนุนด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับเด็กและเยาวชนพิการ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องหายไปจากเส้นทางชีวิตเพียงเพราะข้อจำกัดที่สังคมยังไม่พร้อมรองรับ
ตัวเลขที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้พิการกว่า 3.01 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้ เยาวชนพิการที่ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามีเพียงส่วนน้อย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีสถาบันการศึกษาจำนวนมาก แต่กลับพบว่าเด็กพิการที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมีเพียงร้อยละ 1.45 หรือประมาณ 31,512 คนเท่านั้น

อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเด็กพิการ หากแต่อยู่ที่เงื่อนไขแวดล้อมรอบตัว ตั้งแต่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อต่อผู้พิการ สถานศึกษาที่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถึงบุคลากรที่ยังไม่เข้าใจความต้องการเฉพาะด้าน ส่งผลให้เด็กพิการจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนจะถึงระดับอุดมศึกษา และเมื่อต้นทางถูกตัด โอกาสในตลาดแรงงานย่อมแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การสร้างโอกาส ไม่ใช่การสงเคราะห์

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนเด็กพิการไม่ใช่เรื่องของความสงสาร แต่คือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การลงทุนด้านการศึกษาที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน จะช่วยให้เด็กพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
สสส. จึงมุ่งสนับสนุนให้เด็กพิการได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน พร้อมทำงานเชิงรุกเพื่อลดช่องว่างระหว่าง “เรียนจบ” กับ “มีงานทำ” ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่คนพิการจำนวนมากต้องเผชิญ
มหกรรมแนะแนวแห่งเดียวของประเทศ
หนึ่งในกลไกสำคัญคือการจัดงาน “เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ” มหกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพสำหรับคนพิการแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดย สสส. ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
งานดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เยาวชนพิการได้เข้าถึงข้อมูลการศึกษาต่อ พบกับสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง ค้นหาศักยภาพของตนเอง และเห็นเส้นทางอาชีพที่เป็นไปได้จริง ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การช่วยจัดทำ Portfolio และการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ
มีสถาบันการศึกษาร่วมให้ข้อมูลกว่า 16 มหาวิทยาลัย หน่วยงานสนับสนุนจาก 16 องค์กร และมีเยาวชนพิการเข้าร่วมกว่า 250 คน สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเด็กพิการที่เพียงรอ “โอกาส” และ “พื้นที่” ในการเริ่มต้น
มหาวิทยาลัยกับบทบาทการสร้างสังคมเท่าเทียม

รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า มศว. ยึดหลักปรัชญา “ปัญญาเพื่อสังคม” โดยเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบ Inclusive ทั้งด้านกายภาพ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนทางวิชาการ เพื่อให้นักศึกษาพิการสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข
ปัจจุบัน มศว. รับนักศึกษาพิการปีละ 26 คน และมีแผนเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนพิการได้เรียนรู้ เติบโต และออกไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม
การเชื่อมการศึกษา สู่การจ้างงานอย่างมีคุณค่า

นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม อธิบายว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการมีงานทำ แต่คือการมีงานที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และตอบโจทย์ศักยภาพของคนพิการ มูลนิธิฯ จึงทำงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลการศึกษา เข้ากับภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน เพื่อสร้างสะพานจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกการทำงานอย่างแท้จริง
ขณะที่กระทรวง อว. เดินหน้าสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจัดตั้งศูนย์บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการ (DSS Center) และปรับสภาพแวดล้อมตามหลัก Universal Design เพื่อยืนยันว่าความพิการจะไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลและ AI
เรื่องเล่าจากความฝันที่จับต้องได้
หนึ่งในภาพสะท้อนของความสำเร็จคือเรื่องราวของ “ธีรวัฒน์” เยาวชนออทิสติกที่เติบโตมากับความรักและการสนับสนุนจากครอบครัว เขาเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ด้วยผลการเรียนที่ดี และมีประสบการณ์ฝึกงานจริงในหน่วยงานรัฐ
ความฝันของเขาเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือการเป็นพนักงานรถไฟ งานที่สอดคล้องกับความสนใจและตัวตน เรื่องราวเช่นนี้ตอกย้ำว่า เมื่อสังคมเปิดโอกาส เด็กพิการก็สามารถออกแบบชีวิตของตนเองได้ไม่ต่างจากใคร

อนาคตที่ไม่ควรถามว่า “เรียนไหนดี”
การทำงานตลอดทศวรรษของ สสส. และภาคีเครือข่าย แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับเด็กพิการไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมโดยรวม เด็กพิการทุกคนควรมีสิทธิเรียนในสิ่งที่อยากเรียน เป็นในสิ่งที่อยากเป็น และมีงานทำอย่างมั่นคง
หากระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และทัศนคติของสังคมเดินไปในทิศทางเดียวกัน คำถามที่ว่า “เด็กพิการเรียนไหนดี” อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะคำตอบจะเปิดกว้างอยู่ตรงหน้าอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดโอกาสชีวิตใหม่ ผนึกชุมชน-ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่องตัดวงจรติดยา
จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
'ทรงศักดิ์' ประชุมร่างแผน สสส. ปี 70 เน้นขยายงานสร้างเสริมสุขภาพรายจังหวัด หนุนขับเคลื่อนใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เล็งวัดผลได้ภายใน 1 ปี
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 โดยมีกรรมการกองทุนฯ กรรมการบริหารแผน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมกำหนดทิศทางการพิจารณาร่างแผนฯ ประจำปี 2570
สัปดาห์นมแม่โลก หนุนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรก
สสส. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย เดินหน้ารณรงค์เนื่องในสัปดาห์นมแม่โลกและวันแม่แห่งชาติ 2569 ชวนสังคมไทยร่วมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรกเพื่อสร้างรากฐานเด็กไทย
เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ผลิตกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ บทเพลงรณรงค์เครือข่ายลดเค็ม ชื่อเพลง “ด้วยความห่วงไต”
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สสส.พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักและต้องการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสุขภาพประชาชนได้จริง
“เตาปูนโมเดล” พลิกชุมชนสู่เมืองน่าอยู่ สร้างนวัตกรรมลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
เทศบาลตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่าน “เตาปูนโมเดล” ต้นแบบการจัดการท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
สสส.เผยผลสำเร็จ “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 70 จังหวัด
เด็กไทยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล! ทั้งใกล้ชิด และ ได้ลองสูบ “โครงการอารักข์สา” หนุนนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์

