เด็กในสถานพินิจ25%ไม่เคยเข้าโรงเรียนเจาะลึกแรงจูงใจเด็กทำผิด

เด็กยุคดิจิทัลมีโอกาสเดินหลงทาง ก้าวพลาดเข้าไปอยู่ในวังวนอบายมุขสิ่งเสพติดหลายรูปแบบ บุหรี่ไฟฟ้า เหล้า ยาเสพติด การพนันออนไลน์ เล่นเกม ทำสื่อออนไลน์ Liveขายสินค้า มีแนวโน้มอนาจารทางเพศ สุดท้ายสู่ประตูคุกเด็กสถานพินิจ สสส.ผนึกกรมพินิจและภาคีเครือข่ายจัดทำคู่มือลดโอกาสเด็กก้าวพลาดทำความผิด งานวิจัยเจาะลึกสาเหตุทำความผิด เพื่อลดโอกาสก้าวพลาดในเด็กและเยาวชน

มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันเด็กและเยาวชนกระทำความผิด และการส่งเสริมและพัฒนาเครื่องมือและบุคลากรด้านการจำแนกและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย ระหว่างกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรม The Halls Bangkok

รวบรวมเรื่องเล่าแม่วัยใสเป็นหัวข้อถกในร.ร.

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่าสสส.ทำงานร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน คำว่าพินิจหมายความพิจารณาไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง เด็กเกิดมาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานความผูกพันแตกต่างหลากหลาย ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำความผิด โอกาสที่ก้าวพลาดเราจะคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้ให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง กลับคืนสู่สังคม แพทย์ระบุว่าเด็กส่วนใหญ่เกิดมาด้วยพื้นฐานสมาธิสั้น เรียนไม่เก่ง เรียนรู้ได้ยาก ก้าวร้าวรุนแรง สื่อสารสังคมไม่ดี ชอบเก็บตัว พูดแล้วชวนทะเลาะ

เราต้องให้โอกาสเด็กและเยาวชนคือทรัพยากรสำคัญของประเทศแต่ในบริบทของสังคมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน หากขาดระบบการป้องกัน ดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การกระทำผิดและการกลับเข้าสู่วงจรปัญหาซ้ำ เช่น ปัญหาบุหรี่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจพบว่าปี 2567 เยาวชน อายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 11.15% ขณะที่นักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี มีถึง 211,474 คน ในจำนวนนี้ 68.9% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ในปี 2567 อยู่ที่24.8% การดื่มแล้วขับ 33.06% ในจำนวนนี้ ดื่มแล้วขับทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารบาดเจ็บและเสียชีวิต 25.09% ส่วนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ปี 2567 พบว่าเพิ่มขึ้นมากว่าปีก่อนกว่า 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ตามมาด้วยยาเสพติด โดยมีข่าวความรุนแรงขั้นฆ่ากันถึง 39.6% เกิดขึ้นกับเยาวชน อายุ 16-25 ปี ขณะที่ปัญหาการพนัน ปี 2566 พบกลุ่มอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน ในจำนวนนี้1 ใน 4 เสี่ยงเป็นนักพนันหน้าใหม่

“สมัยที่ผมทำงานรพ.น่าน รพ.ชุมชนแก้ไขปัญหาแม่วัยใส หมอครอบครัวเข้าไปเยี่ยมถึงบ้าน รวบรวมเรื่องราวเป็นเรื่องเล่า 24เรื่องรวมเล่มตีพิมพ์1,000เล่ม เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ฝากให้ครูและแม่วัยใส เพื่อให้เด็กได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นถึงเด็กหลงทาง เราต้องทำHealth Promotion ไม่ให้เด็กเดินเข้าสู่เส้นทางเหล่านี้ เป็นการยกเคสขยายผล ก่อนหน้านี้เด็กเดินเข้าสถานพินิจ1หมื่นคน/ปี เราจะลดจำนวนเด็กเข้าสถานพินิจและมีสุขภาวะที่ดี ด้วยการให้คนในครอบครัว เด็กช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน”

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สสส. และกรมพินิจฯ ครั้งนี้ มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำผิดของกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยให้ความสำคัญการพัฒนาเครื่องมือกระบวนการ และบุคลากรด้านการจำแนก การประเมินและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่เสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีโอกาส และมีเส้นทางชีวิตใหม่ที่มั่นคง งานเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญ สสส. และภาคีเครือข่ายยินดีร่วมเป็นหนึ่งพลังในการป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกหลานของเรา” นายแพทย์ พงศ์เทพกล่าว

ขับเคลื่อน2 ปีแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงทุกมิติ

นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่าด้วยประสบการณ์ทำงานในก.ยุติธรรม35ปีพบว่า เด็กทุกคนมีประสบการณ์ด้านมืดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้ก้าวพลาด  และด้านสว่าง  บางคนใช้บทเรียนด้านมืดมาเป็นวิทยากร  เพื่อปรามเด็กที่เดินหลงทางให้รู้จักตัวเอง มีเพื่อนที่ดี สร้างสิ่งแวดล้อมปัจจัย ปรับตัวควบคุมอารมณ์จิตใจ ให้กินอิ่มนอนอุ่นมีสังคมเพื่อน  เด็กอายุ12-18ปีทำความผิดคดีอาญาเข้ามาคุมตัวอยู่ในสถานพินิจฯเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีกฎกติกาอยู่ร่วมกัน มีเจ้าหน้าที่ดูแลขัดเกลาจิตใจ เด็กทำความผิด80%มาจากครอบครัวพ่อแม่หย่าร้าง หรือ เลิกร้าง พ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่ต้องทำมาหากิน  เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย ไม่ได้รับความอบอุ่น คบเพื่อนวัยอลวนที่มีปัญหาเดินหลงทางพึ่งพายาเสพติดถึงขั้นค้ายาและก่ออาชญากรรม

1.คนไทยต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับ แต่เด็กในสถานพินิจพบว่า25%ไม่เคยเข้าโรงเรียนมาก่อน 2.เป็นเด็กที่ถูกไล่ออกจากร.ร.เพราะทำความผิดหลายกระทง 3.เด็กขายยาและติดยาควบคู่กัน เด็กเหล่านี้เมื่อผ่านการขัดเกลาพฤตินิสัยกลายเป็นเด็กที่พร้อมจะเรียนหนังสือ ดังนั้นสถานพินิจมีความพร้อมในการนำปรมาจารย์เข้ามาถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กเหล่านี้ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคม

การลงนามMOU ร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนแผนงานระยะเวลา2 ปี เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษา กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษาในชุมชน ไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในการดูแลหรือพ้นจากการดูแลของกรมพินิจฯไปแล้ว โดยจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการจะมีการชี้แจงแนวทางการใช้ คู่มือและแบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงและความจำเป็น(ฉบับปรับปรุง)พ.ศ.2568 เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพการจำแนกประเภทเด็กและเยาวชนให้มีมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

“กรมพินิจฯจะวิเคราะห์จากฐานข้อมูลในภาพรวมที่ได้ นำมาสู่การออกแบบการทำงานเชิงป้องกันร่วมกับสสส. และภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกมิติ เพื่อป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความทุ่มเทแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วนและบูรณาการการทำงานร่วมขับเคลื่อนในเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว

ความรุนแรงในครอบครัวจุดเริ่มต้นจากเหล้า

นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับเทรนด์การดื่มของเยาวชน คนหนุ่มสาวทั่วโลก ที่หันมาสนใจสุขภาพและมีมุมมองเรื่องเสรีภาพที่ไม่กระทบกับคนอื่นมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือนโยบายผ่อนปรนการควบคุมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาการพนันออนไลน์ที่พบผู้เล่นเป็นเยาวชนเกือบ 3 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เผยแพร่ผ่านสื่อพบสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ และเมื่อเจาะลึกไปที่ความรุนแรงขั้นฆ่ากันในกลุ่มเยาวชน พบเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าช่วงวัยอื่น ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า มีเด็กอายุ 3-18 ปี กว่า 1 ล้านคนที่หลุดจากระบบการศึกษา และเด็กในระบบการศึกษาอีกกว่า 2.8 ล้านเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่ชี้ว่าเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 2.9 แสนราย เสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่วงจรการค้าและเสพยาเสพติด

"หากไม่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออก เท่ากับกำลังวางระเบิดเวลาลูกใหญ่ในสังคมให้กลับมาทำร้ายสังคมในท้ายที่สุด การทำงานเชิงป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่ลูกหลานจะกลายเป็นผู้แพ้ไร้ที่ยืน จนต้องไปสร้างการยอมรับด้วยสิ่งที่ผิดและจบลงด้วยการสูญสิ้นอิสรภาพ ต่อให้เศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ไม่อาจรับมือกับระเบิดเวลาที่จะตามมาได้ การให้ความสำคัญกับงานเชิงป้องกันมากขึ้นของกรมพินิจฯ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี" นายชูวิทย์ กล่าว

หนุนเยาวชนหนีห่างยาเสพติด

นายสุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ อดีตเยาวชนนอกระบบการศึกษา เล่าว่า ตนเติบโตมาในครอบครัวที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พ่อถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี 2546 ที่มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างหนักปรากฎเป็นข่าวโทรทัศน์ ซึ่งขณะนั้นตนอายุ5ขวบ พอเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ได้ย้ายมาอยู่กับป้าที่ชุมชนวัดอัมพวาอยู่กับวังวนยาเสพติดเช่นเดียวกันเพราะป้าทำงานหารายได้ไม่เพียงพอ จึงเลือกค้ายา “ใครๆก็ตีตราว่าผมโตขึ้นมีอนาคตเหมือนพ่อ” ช่วงหนึ่งได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดทำให้รู้ถึงโทษภัย ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ รู้สึกไม่มีความสุขที่สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในครอบครัว

“ผู้ใหญ่บางคนที่รับรู้รับทราบและพยายามดึงตนออกมาจากตรงนั้น และผมก็ผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ อยากฝากถึงเด็กแต่เยาวชน พาตัวเองออกจากสิ่งเสพติดไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตได้ และฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มาทำกิจกรรมเพราะไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเลือกทางที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าก็ได้ การทำงานเชิงรุก มุ่งงานเชิงป้องกันจึงสำคัญมาก”

อนึ่งนางสุภาภรณ์ ชมชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชนและคณะทำงาน ชี้แจงความเป็นมาการจัดทำและการประกาศใช้ “คู่มือและแบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงและความจำเป็น(ฉบับปรับปรุง)พ.ศ.2569 เพื่อค้นหาสาเหตุทำความผิด ปกติสถานพินิจจะต้องจัดทำรายงานเพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้ศาลพิจารณาสาเหตุของการทำความผิด เพื่อการแก้ไขบำบัดและฟื้นฟูพฤตินิสัย ส่วนสำนวนของตำรวจเป็นประเด็นพิจารณาการลงโทษ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสส. เสิร์ฟหนัก! เฟสติวัลเด็ก-เยาวชน สุดยิ่งใหญ่แห่งปี “ปิดเทอมสร้างสรรค์ ปี 69” สานพลังภาคี 45 องค์กร “ปักหมุดพื้นที่เรียนรู้-เล่นอิสระใกล้บ้าน 15 นาที 1,300 กิจกรรม”

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สานพลังองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และภาคีเครือข่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 45 องค์กร จัดงาน Kick Off ปิดเทอมสร้างสรรค์ ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ความฉ่ำ Comeback” ณ NSM Science Square ศูนย์การ

ท่องเที่ยวปลอดภัย! เชียงใหม่มัดรวมพลังชุมชนเชื่อมนโยบายแอ๋วเหนือม่วนใจ๋

สสส. สานพลัง ‘ทีมเชียงใหม่’ ดันเป็นพื้นที่ต้นแบบจังหวัด CBTx แก้ปัญหายาเสพติดด้วยพลังชุมชน เชื่อมนโยบายแอ๋วเหนือม่วนใจ๋ท่องเที่ยวปลอดภัย

สภานโยบายอาหารปลอดภัยที่แรกของไทยที่นนทบุรี

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) “ร่วมขับเคลื่อนสภานโยบายอาหารนนทบุรี

โจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำที่ท้าทายอนาคต “แรงงานทุกคนในไทยต้องได้รับการคุ้มครอง”

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจ

ปั้นอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาลสธ.และกทม.เพิ่มขึ้น3,000คน

การเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลของรัฐมีขั้นตอน การคัดกรองผู้ป่วยตามระบบด้วยการยื่นบัตรประจำตัวประชาชน การใช้สิทธิบัตรทอง บัตรประกันสังคม

ปั้นด่านหน้าดูแลใจ! สสส. สานพลัง ธนาคารโลก ยกระดับ “สุขภาพจิต 3 จังหวัดชายแดนใต้” สู่โมเดลระดับภูมิภาค

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์