
10 มี.ค.2569- ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยว่า ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีข้อหาหลักมาตรา 112, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยเห็นว่าไม่มีเหตุให้รอลงอาญา ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ แก้ให้ยกฟ้อง ก่อนศาลจังหวัดธัญบุรีจะส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง ทำให้พรหมศรต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อรอคำสั่งประกัน
ตัดสินใจกลับเป็นให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน ไม่รอลงอาญา
เกี่ยวกับคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมด 9 คน ในข้อหา ร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า, ทำให้เสียทรัพย์, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจำนวน 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีก 1 ข้อหา รวมถึงพรหมศรด้วย
ต่อมา วันที่ 27 ม.ค. 2568 ในนัดสอบคำให้การจำเลย พรหมศรได้ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของพรหมศร และให้อัยการฟ้องเป็นคดีใหม่
จนเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2568 ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาเห็นว่าพรหมศร มีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงตามกระทงความผิด ดังนี้
1.ฐานร่วมกันชุมนุมและจัดให้มีการชุมนุมที่มีการรวมคนในลักษณะแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เป็นการกระทำเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันชุมนุมในลักษณะแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน
2.ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่ง, ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องเสียง และฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี
3.ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ เป็นการกระทำเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน
4.ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 จำคุก 4 ปี
รวมโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
ต่อมา ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ โดยใช้หลักทรัพย์ประกันเดิมจำนวน 150,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
พรหมศรยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา มีใจความสำคัญสรุปว่า จำเลยเป็นบุตรคนเดียวและเป็นเสาหลักของครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูบิดา อายุ 70 ปี และมารดาอายุ 54 ปี ซึ่งมีโรคประจำตัว หากจำเลยต้องโทษจำคุก ครอบครัวจะมีความเดือดร้อน จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณารอการลงโทษ เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์ต่อสถาบันกษัตริย์ และดูแลครอบครัวต่อไป
.
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทำหลายคดี ไม่ให้รอการลงโทษ
วันนี้ (9 มี.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 18 พรหมศรเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความ
เวลา 10.00 น. ศาลนั่งพิจารณาคดี โดยเรียกให้จำเลยลุกขึ้นรายงานตัว ก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 34 ปี ย่อมมีวุฒิภาวะทราบดีว่าการกระทำของจำเลยและพวกเป็นการจาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกกระทำ และข้อความที่กล่าวในการชุมนุมตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียบย่ำพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนอย่างรุนแรง
ทั้งยังได้มีการเผยแพร่เหตุการณ์ทางการชุมนุมอินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อความแพร่กระจายไปในวงกว้าง และจำเลยกับพวกยังกระทำความผิดต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง โดยไม่มีความเกรงกลัวต่อกฏหมาย
พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งจำเลยได้กระทำผิดเช่นนี้หลายคดี บ่งชี้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดโดยหลงผิด กรณีจึงไม่มีเหตุให้สมควรรอการลงโทษ และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น
ในส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่ามีความสำนึกผิดได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จนได้เป็นวิทยากรในการอบรมเด็กนักเรียนเพื่อสร้างจิตสำนึกให้มีความภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อีกหลายครั้ง จำเลยมีภาระต้องดูแลบิดามารดาซึ่งอายุมากแล้ว เห็นว่ายังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะให้รอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย
สำหรับความผิดฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงต่อเจ้าพนักงาน มีเพียงการเบิกความบรรยายลอย ๆ ว่าในการชุมนุมจำเลยได้เปิดเพลง และใช้เครื่องขยายเสียงในการปราศรัยโดยใช้ไมโครโฟนเท่านั้น
การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ พ.ศ. 2493 มาตรา 4 วรรค 1 เนื่องจากคำฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทำผิดพอสมควรเท่าที่ให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้
โดยสรุปแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวพรหมศรไปรอการประกันตัวในชั้นฎีกา จนเวลาประมาณ 16.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ทำให้ในวันนี้เขาต้องถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อรอฟังผลคำสั่งประกันตัวต่อไปอีก 2-3 วัน
สำหรับพรหมศร ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั้งหมด 6 คดี โดยแยกเป็นคดีที่อยู่ในชั้นฎีกาสองคดี ได้แก่ คดีนี้ และคดีปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี (ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก 2 ปี)
คดีที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์ 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยในการชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 (ศาลอาญากรุงเทพใต้ให้รอการลงโทษจำคุก) และคดีปราศรัยหน้ากรมทหารราบที่ 11 (ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน)
นอกจากนั้นยังมีอีกสองคดีที่อยู่ในศาลชั้นต้น ได้แก่ คดีชุมนุมหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ และคดีจากการโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ ที่ถูกฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดพัทลุง
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าคดีปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเช่นเดียวกันนี้ ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ในวันฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์นั้น ศาลจังหวัดธัญบุรีได้สั่งอนุญาตให้ประกันตัวพรหมศรในระหว่างฎีกา โดยไม่ได้ส่งให้ศาลฎีกาสั่งแต่อย่างใด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ตำรวจปทุมธานี' ลั่นปมอื้อฉาว สภ.คลองหลวง สอบตรงไปตรงมา ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด
เพจตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี โพสต์กราบขออภัยปชช. ปมอื้อฉาว สภ.คลองหลวง ยันไม่ปกป้องผู้กระทำผิด ลั่นตรวจสอบตรงไปตรงมาโปร่งใส ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
'ทั่นสส.โตโต้ 'ฟ้องกลับ กลุ่มคนรักสถาบันฯ อ้างนำพยานหลักฐานเท็จกล่าวหาทำผิดม.112
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมนายนรเศรษฐ์ น
ด้วยความสัตย์จริงของ 'เจี๊ยบ' แก้ม.112 ควรเป็นวาระแห่งชาติ
นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "คนเกินเจ้า" อย่างน้อย 2 กลุ่ม
บุ้งตายไปนานแล้ว แต่พวกฆาตกรยังอยู่ดีมีสุขในสังคม
วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความว่าถ้าไม่มีขบวนการส้ม ถ้าไม่มีพวกหัวโจกปั่นหัวเด็กและหนุ่มสาว
'ประธานผู้ลี้ภัย' อายุครบ 80 แล้ว ไม่ต้องแช่ง ไม่กลัวตาย
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งปัจจุบั
ผู้รักประชาธิปไตยซัดกันนัวเนีย! 'ป้าธิดา' จิก 'ศาสดาเจียม' หมาจิ้งจอกหางด้วน
นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำนปช. โพสต์ข้อความว่าอ้างถึง Somsak Jeamteerasakul ที่ว่า “ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ กว่าจะพูดเรื่องอากง”

