
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและกองกำลังร่วมสหรัฐ-อิสราเอล กำลังกลายเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยรุนแรงยิ่งกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนหนัก จนภาครัฐต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อพยุงปากท้องประชาชน
สัญญาณอันตรายเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้ติดลบ 4.5 หมื่นล้าน! ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) มีนโยบายที่ตรึงราคาน้ำมันช่วง 15 วันจนถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องชดเชยราคาดีเซลสูงถึง 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาไว้ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นภาระมหาศาลวันละกว่า 2,000 ล้านบาท หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป คาดการณ์ว่าสิ้นเดือนมีนาคม 2569 นี้ กองทุนน้ำมันฯ จะติดลบพุ่งสูงถึง 45,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน แถลงหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงความจำเป็นในการปรับราคาน้ำมันเพื่อให้กลไกพลังงานเดินหน้าต่อได้ ดังนี้
1.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยวางเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร เริ่ม 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพ แทนการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด
2.ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก “E20 & Bio-Diesel” โดย Gasohol E20 ปรับลดราคาลง 79 สตางค์ สวนทางน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ที่ขึ้น 1 บาท ทำให้ E20 ถูกกว่าถึง 5 บาท! เพื่อจูงใจให้คนไทยใช้ “น้ำมันที่ผลิตเองได้ในประเทศ” จากหยาดเหงื่อเกษตรกร ลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ
ส่วนไบโอดีเซล B10 & B20 เตรียมดันน้ำมันดีเซลทางเลือกสำหรับรถขนส่งและเรือประมงในราคาพิเศษ เพื่อคุมต้นทุนโลจิสติกส์ไม่ให้กระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
3.ปลดล็อก Supply Chain โดยสั่งการคลังน้ำมันเปิด 24 ชม. และผ่อนปรนกฎระเบียบรถขนส่งน้ำมัน เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามสถานีบริการ ย้ำประชาชน “ไม่ต้องกักตุน” ปริมาณน้ำมันมีเพียงพอ
นอกจากนี้ยังได้ขอประชาชน “อย่าตื่นตระหนก” พร้อมยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน โดยกระทรวงพลังงานได้ประสานทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย คมนาคม และ กทม. เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดรถขนส่งน้ำมัน และเปิดคลังน้ำมัน 24 ชั่วโมง เพื่อกระจายน้ำมันเข้าปั๊มให้เร็วที่สุด และขอความร่วมมือประชาชนไม่ต้องกักตุนน้ำมัน เพราะการเก็บในภาชนะที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดอันตรายร้ายแรง และยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ขาดแคลน โดยทางออกที่ยั่งยืนก็คือ “ประหยัดพลังงาน หากทุกคนช่วยกัน ก็ได้มีส่วนในการช่วยชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้
ส่วนกูรูด้านพลังงาน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ชี้ชัดว่า การใช้เงินกองทุนอุดหนุนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกระยะยาว เพราะสุดท้ายคือภาระหนี้ของประชาชนทุกคน
โดยภาครัฐต้องเตรียมแผนเงินกู้และลดภาษีสรรพสามิตหากราคายังพุ่งสูง และในส่วนของภาคประชาชนควรหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่าง E20, B10, B20 และร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง
จะเห็นได้ว่า การรับมือปัญหาด้านพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนทั้งประเทศต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การให้ภาครัฐใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯ มาอุดหนุนอย่างเดียวไม่ใช่ทางออก เพราะเงินที่นำมาใช้ก็เป็นเงินของประชาชน หากใช้มากเราก็ต้องใช้หนี้มากเป็นเงาตามตัว ดังนั้นทุกภาคส่วนควรร่วมไม้ร่วมมือกันหาทางออกร่วมกัน ภาคประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก และให้ความร่วมมือ พร้อมร่วมใจกันประหยัดพลังงาน ส่วนภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องรีบหามาตรการผ่านกลไกต่างๆ มาช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก รวมทั้งออกมาตรการประหยัดพลังงาน รณรงค์ให้มีการประหยัดกันอย่างจริงจังและกว้างขวาง และต้องเร่งผลักดันนโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เพราะเหตุการณ์ภายนอกนี้อาจกระทบต่อราคาพลังงานและการขาดแคลนได้ตลอดเวลา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปตท.รับสถานการณ์พลังงานผันผวน ส่งผลการปิดดีลธุรกิจโรงกลั่น-ปิโตรสะดุด
ปตท.รับสถานการณ์พลังงานผันผวน ส่งผลการปิดดีลธุรกิจโรงกลั่น-ปิโตรสะดุด ย้ำธุรกิจสำรวจและผลิต และธุรกิจการค้า เป็นตัวชูโรงหลักในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมปรับกลยุทธ์เร่งการขยายพอร์ต LNG ตั้งเป้าปริมาณแตะ 15 ล้านตัน ภายในปี 78 ยันบริษัทมีสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้านบาท
พลังงานลั่นเผยDSIจ่อเรียก 6 โรงกลั่น แจงข้อหากักตุนน้ำมัน ในสัปดาห์หน้า
พลังงานเผยดีเอสไอจ่อเรียก 6 โรงกลั่น แจงข้อหากักตุนน้ำมัน คาดพบในสัปดาห์หน้า หากผิดจริงขู่ทั้งจำทั้งปรับ ย้ำห้ามส่งออกเบนซิน - ดีเซล แต่อนุญาตส่งออกน้ำมันเครื่องบินเดือนหน้า หลังปริมาณความต้องการใช้เพิ่ม
บางจากแจงบริหารน้ำมันเป็นไปตามกฎหมาย-ระเบียบ พร้อมเปิดข้อมูลเต็มที่
บางจากฯ ชี้แจงการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงจากโรงกลั่นน้ำมันในช่วงสถานการณ์ความผันผวนด้านพลังงาน เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐาน พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ในด้านการให้ข้อมูล เอกสาร และรายละเอียด
ธพ.เปิด Q1/69 ปริมาณการใช้น้ำมันภาพรวมโต 5.3%
ธพ. เปิดสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ภาพรวมการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 5.3% โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 14% น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 6.4% น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้น 5.7% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 4.3% และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้น 3.7%

