เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า.. ข่าวฉาวโฉ่ในแวดวง นักบวชห่มจีวรพระ ไม่เคยสร่างซาไปจากสังคมไทย ก่อเกิด วิกฤตศรัทธา ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนดูเหมือนในแวดวงพระสงฆ์จะไร้ “พระแท้” ปรากฏตัวออกมาเพื่อช่วยกันแก้ไขป้องกันอธิกรณ์ปัญหาเหล่านั้น จนก่อเกิดภาวะวังเวง ไร้ฟากฝั่งขอบเขตของความสิ้นไป ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณดังเคยมีมา..
หากมองย้อนกลับไป ต้นทางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อพระสงฆ์ได้รับ พุทธบัญชา ในต้น พุทธกาล ครั้นออกพรรษาแรก ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ชมพูทวีป ซึ่งครั้งนั้น มีพระสงฆ์เพียง ๖๐ รูป ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ได้ออกทำหน้าที่ “สมณทูต” ไปในทิศต่างๆ เพียงทิศละ ๑ รูป เพื่อเผยแผ่พระธรรมวินัยที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ซึ่งแม้พระพุทธองค์ก็เสด็จไปตามลำพังเพียงพระองค์เดียว
จุดประสงค์ของการเผยแผ่พระศาสนา ทรงวางไว้ชัดเจนว่า.. เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขของมหาชน.. เป็นไปเพื่ออนุเคราะห์โลก.. และเป็นไปเพื่อประโยชน์.. เพื่อเกื้อกูล.. เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.. โดยมีหลักปฏิบัติในการเผยแผ่ด้วยการแสดงธรรม อันมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกอบด้วยสาระ ประโยชน์ และถ้อยคำหรือพยัญชนะที่ถูกต้อง เพื่อการประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์.. บริบูรณ์ครบถ้วนโดยสิ้นเชิง.. โดยเน้นย้ำพระมหากรุณาธิคุณที่ว่า
“สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีธุลีในดวงตาน้อย มีอยู่ แต่เพราะไม่ได้ฟังธรรม พวกเขาย่อมเสื่อมไป
ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีขึ้น (ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตวโร!)...”
พระภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ จึงมี หน้าที่ทั้งต่อตนเองและหน้าที่ต่อผู้อื่น โดยหน้าที่ต่อตนเองนั้น จะต้องศึกษาปฏิบัติให้ได้ผล ได้แก่
๑) การรักษาวินัย.. ฝึกกาย วาจา ให้บริสุทธิ์
ความเป็นหมู่ของพระภิกษุ ต้องดำรงตนอยู่ใน ศีลและวินัย ไม่กระทำสิ่งที่เป็นเหตุให้ตนและศาสนาเสื่อมเสีย.. การรักษาศีล (สีลํ อนุปาเลติ) เป็นหน้าที่โดยตรงที่ห้ามละเว้น เพราะศีลเป็นพื้นฐานของการฝึกตน แม้พระภิกษุจะมีความรู้ทางปริยัติดียิ่ง แต่หากยังไม่สามารถฝึกตนได้ การกล่าวธรรม.. การแสดงธรรม ก็ไม่สมบูรณ์ในทางปฏิบัติ ที่กล่าวว่า.. พระคัมภีร์เปล่า!!
๒) การฝึกอบรมจิตให้ตั้งมั่น .. พระภิกษุต้องเจริญสมาธิให้ได้ เพื่อเป็นบาทฐานของ วิปัสสนากรรมฐาน ดังหลวงปู่มั่นสั่งสอนให้ พระลูกศิษย์เจริญพุทโธ จนจิตตั้งมั่น แน่วแน่ เป็นสมาธิ.. เพื่อการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของสติปัญญาและความเพียรชอบให้มีคุณภาพ พร้อมที่จะชำระจิตให้ปราศจากนิวรณ์ ๕ และอกุศลธรรมทั้งหลาย
๓) เจริญปัญญา ที่เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่จะได้พัฒนาจิตไปบนหนทางของ อริยธรรม อันมีองค์แปด ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ.... สัมมาสมาธิ จะได้ก่อเกิด ปัญญาชอบ เพื่อการรู้แจ้งแทงตลอดในธรรม เห็นความจริงตามกฎธรรมชาติ ที่แสดง ไตรลักษณญาณ ได้แก่ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา จนเกิดความรู้แจ้งในอริยสัจสี่ อันเป็นไปเพื่อ สัมมาวิมุตติ-พระนิพพาน!
๔) หน้าที่ของตน จึงต้องดำรงเจตนาแน่วแน่ เพื่อละกิเลสในตน (จิตใจ) ให้สิ้นไป ซึ่งจัดเป็น หน้าที่หลัก ที่ห้ามเปลี่ยนแปลง โดยต้องท่องจำให้ขึ้นจิต แจ่มแจ้งใจ ก่อเกิดเป็นอุดมการณ์ธรรมเพื่อชีวิตของพระภิกษุว่า..
“ต้องตรวจสอบและชำระกิเลสของตนเองทุกขณะจิต.. ต้องอบรมสั่งสอนตนเองให้ได้ก่อนที่จะ ‘เทศนาสั่งสอนคนอื่น’...”
หน้าที่หลัก จึงต้อง รู้เท่าทันและละ.. โลภะ
รู้เท่าทันและละ.. โทสะ
เจริญปัญญาให้รู้แจ้ง.. โมหะ
รู้ความสำคัญตน.. มานะ
แก้ด้วยสัมมาทิฏฐิ.. ทิฏฐิ
สรุป คือ ต้องรู้เหตุแห่งอกุศลและเจริญเหตุแห่งกุศล.. อันเป็นไปตามหลักความเพียรชอบ ที่ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด.. ทุกลมหายใจเข้า-ออก.. จึงได้ชื่อว่า.. ไม่ประมาท
๕) ศึกษาและทรงจำพระธรรม เป็นหน้าที่ของพระภิกษุ ที่จะได้สืบอายุพระพุทธศาสนา จึงมีการทำวัตรเช้า-ค่ำ เพื่อสวด ท่องบ่น ทรงจำ พระธรรมคำสั่งสอน จะได้น้อมนำมาพิจารณาให้แจ่มแจ้งใจ และเพื่อจะได้บอกธรรม กล่าวธรรม แสดงธรรม ตามโอกาสและความควร..
๖) สำคัญยิ่ง.. ต้องศึกษาปฏิบัติให้เห็นธรรมด้วยตนเอง.. จะต้องรู้เพราะทำมา.. ไม่ใช่รู้ เพราะจำมา ซึ่งจะรู้มาก รู้น้อย หากรู้นั้นมาจากการปฏิบัติของตนเอง ย่อมให้ผลได้ดียิ่ง ไม่ด้อยไปกว่า รู้มาก.. หากรู้จริง
รู้จริง.. จึงไม่ใช่รู้มาก แม้รู้น้อย หากรู้จริง.. ทำได้จริง ก็ย่อมมีประโยชน์มหาศาล
ในพระพุทธศาสนา จึงมุ่งเน้นการฝึกฝนตนเองให้บริสุทธิ์ แล้วนำธรรมที่เป็นผลจากการศึกษาปฏิบัติ อันตน รู้แจ้ง เห็นจริง ไปสั่งสอนผู้อื่น ด้วยการกล่าวธรรมอย่างมั่นใจ แม้ไม่มากความว่า.. พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้อย่างนี้ ดัง พระอัสสชิเถรเจ้า ที่ได้กล่าวตอบ อุปติสสะ (พระสารีบุตร) ว่า.. “ท่านเป็นผู้บวชใหม่ไม่นาน เพิ่งเข้ามาสู่ธรรมวินัยนี้.. ยังรู้ธรรมไม่มาก...” และได้กล่าวธรรมไปโดยย่ออย่างชัดเจน จนทำให้อุปติสสะเกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นต้น
จึงเป็นปกติถือปฏิบัติกันมา เมื่อพระภิกษุได้ทำหน้าที่ตนอย่างถูกต้อง.. จึงควรแก่การน้อมรับ พุทธบัญชา เพื่อการทำหน้าที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ดังที่ทรงบัญญัติให้๑) จาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ผู้อื่น นั้นหมายถึง การดำเนินชีวิตของพระภิกษุ ไม่จำกัดอยู่เพียงการอยู่ในวัดวาอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง.. แต่ควรทำหน้าที่นำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไปสู่บุคคลที่ควรได้รับการฟัง เพื่อการศึกษาปฏิบัติ..
๒) เพื่อการอนุเคราะห์โลก .. ซึ่งแสดงว่า มิได้จำกัดอยู่แก่บุคคลหรือมหาชน.. แต่เพื่อเกื้อกูลต่อสัตว์โลก ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ดีและชอบธรรมต่อกันและกัน ทั้งนี้ เพื่อการจัดความสัมพันธ์ในการดำเนินชีวิตทีดี ด้วยการแสดงธรรม – เทเสถ ภิกฺขเว ธมฺมํ ประโยชน์ชัดเจนมาก ว่า ทรงบัญชา ให้จาริกไปแสดงธรรม ด้วยการปฏิบัติธรรมให้ดู บอกให้รู้ ชี้ให้เห็น และปลุกเร้าชักชวนให้ถือปฏิบัติตาม.. ที่เป็นไปตาม พระธรรมคำสั่งสอน จึงไม่ต้องพลิกแพลง.. หรือกระทำอะไรแผลงๆ.. ให้วุ่นวายใจเล่นเลย ไม่ต้องอาศัยไอทีหรือเทคโนโลยีใดๆ เลย มีแต่ระบบสื่อสารทางธรรมชาติของกาย-จิตล้วนๆ
สำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ได้แก่ การแสดงธรรมอันไพเราะ ให้ครบสมบูรณ์ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด.. ซึ่งต้องมีสาระและถ้อยคำหรือพยัญชนะที่สมบูรณ์ เรียกว่า มีอรรถและพยัญชนะ อันถูกต้องเหมาะสม
โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน
“เกวลปริปุณณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถฺ” จึงมิใช่การสอนเพียงแค่รู้ แต่ต้องประกาศข้อปฏิบัติอันประเสริฐ ที่บริบูรณ์และบริสุทธิ์ เพื่อการช่วยอนุเคราะห์แก่ผู้มีวาสนาบารมี.. มีพื้นฐานและความเข้าใจในธรรม.. มีธุลีในดวงตาน้อย.. ได้ประพฤติปฏิบัติตามจนสามารถรู้และเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมได้จริงด้วยตนเอง..
พระพุทธศาสนา จึงมีระเบียบแบบแผนในการศึกษาปฏิบัติ โดยมีหน้าที่พัฒนาตนเองในเบื้องต้น และมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่น.. และ เพื่อการอนุเคราะห์โลกโดยธรรม เป็นลำดับถัดไป ด้วยการนำธรรมไปอนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์และความสุขโดยธรรม ที่เป็นไปเพื่อมหาชน.. ไม่ใช่ เพื่อประโยชน์สุขตนเอง ดังที่นิยมกันในปัจจุบัน
ถ้าเข้าใจเช่นนี้ได้จริง.. ก็ไม่ยากที่พัฒนาบุคลากรในพระพุทธศาสนา ให้กลับคืนมาสู่ความถูกต้อง ชอบธรรม.. โดยอะไรที่ผิดพระธรรมวินัยต้องตัดทิ้งทั้งหมด ดังเช่น พิธีการนอกศาสนา ที่แทรกซึมเข้ามามากเกินงาม จนทำให้ ศาสนธรรม เศร้าหมอง..
ดังนั้น การนำบุคลากรในพระพุทธศาสนา.. คืนกลับสู่พระธรรมวินัยดั้งเดิม.. เพื่อการสืบศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างยิ่งใหญ่.. จึงนับเป็นภารกิจอันใหญ่หลวงของผู้มีศรัทธาแท้จริงในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสมัยที่พระพุทธศาสนากำลังตกอยู่ในอุ้งมือมาร ที่นับวันมีแต่เรื่องเลวร้ายรายวันของสาวกมารที่เข้ามาสู่พระศาสนา เพื่อการทำลาย การสืบส่งต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ขาดสิ้นไป.. จึงควรช่วยกันยุติการกระทำของมารเล็ก มารใหญ่ ทั้งปวง ที่มุ่งชักนำเข้าสู่โลกธรรม.. ด้วยการขวนขวาย สร้างศาสนวัตถุ เพื่อปิดศาสนธรรม และชักนำให้ถลำออกไปนอกแนวพุทธธรรม ด้วยการจัดงานเฉลิมฉลองทั้งหลายที่ “ไร้สาระธรรม” จนวัดวาอารามกลายเป็นศูนย์การค้าขายบุญกุศล.. อย่างน่ารังเกียจ!!.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย
ทุกปัญหา .. ในกระแสสังคมที่ผันแปร... แก้ได้ด้วยตัวเรา!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ปรากฏการณ์ “ข่าวฉาวพระทุศีล กระทำบาปสมาจาร..” ในระหว่างจำพรรษาปี ๒๕๖๙
พยานหลักฐานชัด ส่งศาลฎีกา แต่ถ้าไม่พอฟังได้ว่ามีการฮั้ว กกต.ก็ยกคำร้อง
ก่อนจะรู้ผลการลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดลงมติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ "ไทยโพสต์" ได้สัมภาษณ์ "สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์-นักกฎหมายอิสระ" ถึงมติ กกต.ที่จะออกมา โดย "สุโรจน์"
ถวายมาลัยธรรม .. บูชาคุณ หลวงพ่อสมเด็จฯ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต)
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เข้าสู่เดือนที่สองของกาลพรรษาปี ๒๕๖๙ แสดงความเป็นปกติ ว่า..
มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน
“ทุจริต” ปรากฏการณ์ที่น่ากลัว .. ในสังคมที่ไร้จิตสำนึก.!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวในทาง ชีววิทยา พฤติกรรมศาสตร์ กรณี สังคมมนุษยชาติเสื่อมจากศีลธรรมว่า “เกิดแต่เหตุจากสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง...”

