โรคไข้เลือดออกในเด็ก อาการที่ต้องเฝ้าระวังและวิธีปฐมพยาบาล

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่พ่อแม่กังวลใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นภัยเงียบที่มากับยุงลายอย่างโรคไข้เลือดออก ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กมักจะไม่สามารถอธิบายอาการป่วยของตนเองได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้การวินิจฉัยล่าช้าจนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การรู้เท่าทันอาการและการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตลูกน้อยของคุณไว้ได้

อาการโรคไข้เลือดออกในเด็กที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

โดยปกติแล้ว อาการของโรคไข้เลือดออกในเด็กจะเริ่มแสดงผลหลังจากได้รับเชื้อจากยุงลายประมาณ 5-8 วัน ซึ่งจุดสังเกตที่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาคือ เด็กจะมีไข้สูงลอย (39-40 องศาเซลเซียส) ติดต่อกันหลายวัน และไข้มักจะไม่ลดลงแม้จะรับประทานยาลดไข้แล้วก็ตาม

นอกเหนือจากไข้สูง พ่อแม่ควรสังเกตอาการร่วมอื่น ๆ ดังนี้:

  • อาการทางเดินอาหาร : เด็กอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • ลักษณะทางกายภาพ : หน้าแดง ตาแดง หรือมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง (ลักษณะเหมือนรอยยุงกัดแต่กดแล้วไม่หายไป)
  • อาการอ่อนเพลีย : เด็กจะดูซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ หรือในเด็กเล็กอาจมีอาการงอแงผิดปกติ

3 ระยะของโรคที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

การทำความเข้าใจระยะของโรคไข้เลือดออกจะช่วยให้พ่อแม่รับมือได้อย่างสมเหตุสมผล โดยแบ่งออกเป็น:

  1. ระยะไข้ : เป็นช่วง 2-7 วันแรกที่ไข้สูงมาก พ่อแม่ต้องระวังเรื่องการเกิดอาการชักจากไข้สูง
  2. ระยะวิกฤต (ระยะช็อก) : มักเกิดขึ้นในช่วงที่ "ไข้เริ่มลดลง" ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าลูกกำลังจะหาย แต่แท้จริงแล้วเป็นช่วงที่เกล็ดเลือดต่ำลงอย่างรวดเร็ว หากเด็กมีอาการมือเท้าเย็น กระสับกระส่าย หรือปัสสาวะน้อยลง ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
  3. ระยะฟื้นตัว : ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน เด็กจะเริ่มอยากอาหารและมีผื่นคันตามตัวซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี

วิธีปฐมพยาบาลและการดูแลเบื้องต้นที่ถูกต้อง

เมื่อสงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคไข้เลือดออก การดูแลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญในการประคับประคองอาการ

  1. การเช็ดตัวลดไข้ : ควรใช้ใส่น้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อระบายความร้อน โดยเน้นบริเวณข้อพับและศีรษะ
  2. การเลือกยาลดไข้ : ข้อควรระวังสำคัญที่สุด คือให้ใช้ยาพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามใช้ยาในกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและเป็นอันตรายถึงชีวิต
  3. การป้องกันภาวะขาดน้ำ : สนับสนุนให้เด็กดื่มน้ำบ่อย ๆ หรือดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับเด็กทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากไข้สูงและการอาเจียน
  4. การสังเกตการขับถ่าย : หากพบว่าปัสสาวะมีสีเข้มจัด หรืออุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอย นั่นคือสัญญาณของเลือดออกในทางเดินอาหารที่ต้องพบแพทย์ทันที

โรคไข้เลือดออกในเด็กไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความรุนแรงของโรคสามารถป้องกันได้ด้วยความช่างสังเกตของผู้ปกครอง หากพบว่าลูกมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วันควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจวินิจฉัยทันที การรักษาที่รวดเร็วและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะช็อก และทำให้ลูกน้อยกลับมาแข็งแรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เข้าใจ “การรักษาไข้เลือดออก” ป้องกันได้ก่อนอาการรุนแรง

ไข้เลือดออก...ชื่อนี้เราได้ยินกันบ่อยจนอาจรู้สึกชินชา แต่ความจริงคือมันยังคงเป็นภัยร้ายที่น่ากลัวและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญในทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่ต้องระวัง

LifeDee เปิดตัวฟังก์ชันใหม่ แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไข้เลือดออกและดัชนีความร้อน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดงานเปิดตัวแอปพลิเคชัน LifeDee V.2 เพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน โดยการนำเอาเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศประยุกต์ใช้ด้านสุขภาพ หรือ GeoHealth

'หมอยง' แจงยังไม่มีผลวิจัยเพียงพอให้ 'ผู้สูงอายุ' ฉีดวัคซีนไข้เลือดออก

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่องวัคซีนไข้เลือดออก (ตอนที่ 5)

'หมอยง' เปิดข้อมูล 'ไข้เลือดออก' ก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง "วัคซีนไข้เลือดออก" โดยระบุว่า