สศก. ใช้ข้อมูล Socio สะท้อนแนวทางปรับตัวภาคเกษตร เน้นผลิตให้คุ้ม ลดสูญเสีย เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับจำกัด ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ยังเป็นแรงกดดัน รวมถึง ความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ปัจจัยการผลิต การค้า และรายได้ของครัวเรือนเกษตร ภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2567/68 ของ สศก. ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่าง 9,200 ครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดครัวเรือนเฉลี่ย 472,886 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 แบ่งเป็นรายได้เงินสดทางการเกษตร 239,435 บาทต่อครัวเรือน และรายได้เงินสดนอกภาคเกษตร 233,451 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่รายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 84,779 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.98 และ รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 318,230 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.22 สะท้อนว่า แม้รายได้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่ รายได้จากภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะรายได้จาก             พืชเชิงเดี่ยว (Single Crop) และครัวเรือนเกษตรยังต้องพึ่งพารายได้นอกภาคเกษตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง

ด้านรายจ่าย พบว่า รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 154,656 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.82              จากต้นทุนการผลิตพืชที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าสารปราบศัตรูพืช ค่าสารปราบวัชพืช ค่าสารป้องกันโรค/รักษาโรค และค่าฮอร์โมน ขณะที่รายจ่ายเงินสดนอกการเกษตรอยู่ที่ 203,347 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.61 จากค่าอาหาร ค่าแก๊สหุงต้ม และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมี เงินสดคงเหลือก่อนชำระหนี้ หรือเงินออมเบื้องต้นเฉลี่ย 114,883 บาทต่อครัวเรือน

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนเกษตรไทยมีความเปราะบางและล่อแหลมด้านอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ค่าครองชีพ รายได้ภาคเกษตรที่ผันผวนตามราคาและปริมาณผลผลิต รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ดังนั้น แนวทางสำคัญในระยะต่อไป คือ การปรับจากการผลิตที่มุ่งเพิ่มปริมาณเพียงอย่างเดียว ไปสู่การ “ผลิตให้คุ้มขึ้น” โดยคำนึงถึงต้นทุน ผลตอบแทน และความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร สศก. เห็นว่า ควรมุ่งไปที่ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรสามารถรับมือกับต้นทุน ค่าครองชีพ และความผันผวนของตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยแนวทางแรก บริหารต้นทุนให้แม่นยำขึ้น   ใช้ข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน และศักยภาพพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ เลือกใช้ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีจักรกลเกษตรและดิจิทัล ให้เหมาะกับพืชและพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า ควบคู่กับการใช้ข้อมูลทางวิชาการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ดินและพืชก่อนใส่ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกช่วงเวลา รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรร่วมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง

แนวทางที่สอง ลดความสูญเสีย เพิ่มผลผลิตที่ขายได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน รวมถึงการลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ผ่านการวางแผนเก็บเกี่ยว คัดคุณภาพ บรรจุ ขนส่ง และเก็บรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่ายหรือมีราคาผันผวน เพื่อเพิ่มผลผลิตสุทธิที่สามารถจำหน่ายได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกหรือเพิ่มต้นทุนมากเกินไป

แนวทางที่สาม สร้างความหลากหลายของรายได้ ลดความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพารายได้จากพืชหรือกิจกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงด้วยพืชเสริม พืชระยะสั้น หรือกิจกรรมเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และตลาด ตลอดจนรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อร่วมจัดซื้อปัจจัยการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงนโยบาย ข้อมูล Socio สามารถใช้เป็นฐานสำคัญในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งการลดต้นทุน การพัฒนาบริการทางการเกษตร การส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ การยกระดับทักษะแรงงานเกษตร และการสนับสนุนการรวมกลุ่ม เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ ตลาด และต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อมูล Socio ชี้ให้เห็นว่า การยกระดับรายได้ของเกษตรกรในระยะต่อไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผลิตให้คุ้มขึ้น ใช้ทรัพยากรให้แม่นยำขึ้น ลดความสูญเสีย และบริหารรายได้ให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ สศก. อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจข้อมูลต่อเนื่องในปีเพาะปลูก 2568/69 ในพื้นที่ 74 จังหวัด จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายเกษตรของประเทศต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สศก. เผยประมาณการลำไย–ลิ้นจี่ ปี 2569 ลิ้นจี่ยังออกต่อเนื่อง มิ.ย. ขณะที่ลำไยออกมาก ส.ค. ช่วยวางแผนผลผลิต–ตลาดล่วงหน้า

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำประมาณการสถานการณ์การผลิตและราคาลำไยและลิ้นจี่ ปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569)

สศก. ชี้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในข้าวนาปี ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร หนุนเกษตรคาร์บอนต่ำ

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และแนวโน้มข้อกำหนดทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภาคเกษตร

สศก. ร่วมเวที ASEAN-EU Sustainability Summit 2026 ชูบทบาทไทยขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ–สุขภาพหนึ่งเดียว เสริมความมั่นคงอาหารอาเซียน

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค

สศก. ผสานข้อมูลภาคสนาม–โดรน–ดาวเทียม ติดตามข้าว 5 ช่วงอายุ เพิ่มความแม่นยำพยากรณ์ผลผลิตข้าวนาปี 2569/70

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ให้ความสำคัญกับการยกระดับการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่

สศก. ร่วมเวทีนโยบายเกษตรภายใต้กรอบ OECD ณ อินโดนีเซีย นำเสนอแนวทางรับมือ Climate Change หนุนไทยเดินหน้าสู่ Technical Review ปี 2569

สศก. ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee for Agriculture: COAG) ภายใต้ OECD ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร

ภาคเกษตรไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3.4 ล้านตันฯ เร่งเครื่องแผน CCAPA มุ่งเป้า Net Zero ภายในปี 2593

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน