
วันที่ 30 เมษายนของทุกปี คือวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย แต่ในปี 2569 วันดังกล่าวถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นของบทสนทนาอีกมิติหนึ่งที่ลึกกว่าเรื่องสิทธิผู้บริโภค นั่นคือ “สิทธิในการมีสุขภาพที่ดีของคนทำงาน” เพราะในโลกความเป็นจริง คนวัยทำงานไทยจำนวนมากกำลังเผชิญภัยเงียบจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟในการทำงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เอื้อต่อสุขภาวะ

ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรัม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภาคี 6 หน่วยงานหลักของประเทศ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เลือกวันดังกล่าวเป็นหมุดหมายในการประกาศแนวคิด “Be Healthy More Productivity” เพื่อสร้างกระแส “สุขภาพดี ผลิตภาพเพิ่ม” ให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ
สารตั้งต้นของแนวคิดนี้เรียบง่าย แต่ทรงพลัง - ถ้าคนทำงานสุขภาพดี ประเทศจะมีผลิตภาพสูงขึ้น และหากผลิตภาพเพิ่มขึ้น ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานอายุ 15-59 ปี มากกว่า 38 ล้านคน หรือราว 57% ของประชากรทั้งหมด คนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองหลักของระบบเศรษฐกิจ แต่กำลังถูกบั่นทอนด้วยพฤติกรรมเนือยนิ่ง การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ยาวนาน ชั่วโมงการทำงานที่ตึงเครียด โรงงานที่มีเสียงดังและฝุ่นละออง รวมถึงแรงกดดันทางจิตใจที่ก่อให้เกิด Burnout โดยไม่รู้ตัว

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. สะท้อนภาพผ่านผลสำรวจ “แฮปปี้โนมิเตอร์” ปี 2568 ว่า คนวัยทำงาน 35.8% ออกกำลังกายน้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และ 31.3% ไม่ออกกำลังกายเลย มีเพียง 32.9% เท่านั้นที่เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อแยกตามช่วงวัย Gen Y ไม่ออกกำลังกายสูงถึง 34.6% และ Gen Z 32.1% ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มไม่ออกกำลังกายมากกว่าผู้ชาย
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้จบลงที่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่พัฒนาไปสู่โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มโรค NCDs ที่คร่าชีวิตคนไทยปีละกว่า 400,000 คน คิดเป็น 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือราว 60% ของ GDP

นี่คือเหตุผลที่แนวคิด “Happy Workplace” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญ สสส.พัฒนาเครื่องมือ “10 Packages Plus” เพื่อให้สถานประกอบการนำไปประยุกต์ใช้ ครอบคลุมสุขภาวะ 4 มิติ คือ กาย ใจ ปัญญา และสังคม ควบคู่การลดปัจจัยเสี่ยง 7 ด้าน เช่น การลดการบริโภคยาสูบและแอลกอฮอล์ การเพิ่มกิจกรรมทางกาย และการดูแลสุขภาพจิต
ความน่าสนใจคือ การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้มองสุขภาพเป็นเรื่องสวัสดิการ แต่เชื่อมโยงเข้ากับกรอบการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ตามหลัก ESG เพื่อให้องค์กรเห็นว่า “สุขภาพพนักงาน” คือส่วนหนึ่งของความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. ยกบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานลดลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับตลาดหลักทรัพย์โตเกียวจัดอันดับองค์กรที่ดูแลสุขภาพพนักงานดีเด่นในชื่อ “White Hundred” และ “White SME” ปัจจุบันมีองค์กรเข้าร่วมกว่า 3,500 แห่ง และ SME อีกกว่า 20,000 แห่ง ได้รับการรับรองเป็นองค์กรสีขาว อาทิ Sony, Kao, Nomura และ Mitsui สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในสุขภาพแรงงานคือยุทธศาสตร์ชาติที่จับต้องได้
ในมิติความปลอดภัยในการทำงาน ดร.ยูกะ ยูชิตะ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานถึง 2.6 ล้านคนต่อปี และมีผู้บาดเจ็บจากการทำงานกว่า 395 ล้านกรณี สำหรับประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากสภาพแวดล้อมการทำงานไม่ปลอดภัยถึง 19,559 คน และสูญเสียปีสุขภาวะ (DALY) มากกว่า 1.1 ล้านปี
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า สุขภาพแรงงานไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่กระทบเศรษฐกิจโดยตรง ผ่านการลาป่วย การทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ และภาระงบประมาณในระบบสาธารณสุขและประกันสังคม

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ชี้ว่า คนวัยทำงานกว่า 57% กำลังเผชิญความเสี่ยงสุขภาพ ทั้งจากโรค NCDs ปัญหาสุขภาพจิต และโรคจากการประกอบอาชีพ หากไม่เร่งแก้ไข วันนี้อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลในวันหน้า

การลงนาม MOU ของ 6 หน่วยงาน นำโดย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จึงเป็นมากกว่าพิธีการ แต่คือการประกาศทิศทางร่วมกันว่า สุขภาพแรงงานคือวาระของประเทศ
ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ 20 หน่วยงานต้นแบบ สะท้อนว่าองค์กรไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “สุขภาพ” กับ “ผลิตภาพ” อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
“Be Healthy More Productivity” จึงไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่คือความพยายามเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกในสถานที่ทำงาน จากการมองสุขภาพเป็นต้นทุน ไปสู่การมองสุขภาพเป็นการลงทุน

ในวันที่โลกการแข่งขันทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่มีแรงงานมากที่สุด แต่คือประเทศที่มีแรงงาน “คุณภาพ” มากที่สุด และคุณภาพนั้นเริ่มต้นจากสุขภาพที่ดี
เมื่อสุขภาพดี ผลิตภาพย่อมเพิ่ม และเมื่อผลิตภาพเพิ่ม ประเทศย่อมเติบโตอย่างมั่นคง นี่คือสาระสำคัญของกระแสที่กำลังถูกจุดขึ้น และโจทย์สำคัญต่อจากนี้คือ จะทำอย่างไรให้กระแสดังกล่าวไม่จบลงเพียงในงานรณรงค์ แต่ฝังรากลึกในทุกสถานประกอบการทั่วประเทศอย่างยั่งยืน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Design Hero 2025 ปั้นนักสื่อสารสุขภาวะรุ่นใหม่ พลังสร้างสรรค์สู้ภัยบุหรี่ไฟฟ้าเพื่ออนาคตเยาวชน
ในวันที่บุหรี่ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นภัยเงียบที่แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตเด็กและเยาวชนไทยอย่างรวดเร็ว การสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันทางความคิดให้คนรุ่นใหม่จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน
วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ชนะเลิศ คว้าผลงาน “เวลคัมทูเลิกบุหรี่”ฉายโรงภาพยนตร์SF ภาคตะวันออก
การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทยนิวไฮพุ่งต่อเนื่อง จากเดิม7หมื่นรายพุ่งพรวดเป็น9แสนคนในช่วงไม่กี่ปี และกำลังทยานสู่หลักล้านอย่างรวดเร็ว ด้วยแผนการตลาดของบริษัทบุหรี่แบรนด์โลกเข้าถึงกลุ่มเยาวชนคืออนาคต
สูบพอตป่วยเงียบ “สสส.-สธ” มุ่งเชิงรุกสร้างระบบรักษา-ปกป้องเหยื่อเด็กประถม
ปล่อยไปเพียบแน่ “ สสส.ไม่ทน! ” จับมือสธ. ช่วยผู้ป่วยพอต เปิดแนวรักษารวมศูนย์-เว็บ-แอปเตือนภัย แนวต้านล่อลวงเด็กประถม
วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. มหาวิทยาลัยมหิดล-สสส. ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า
ในประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้น นำโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งมีสมาชิกเป็นคณะแพทย์ทั้งหมดของประเทศไทย 28 คณะ นำร่องโดยทำข้อตกลงร่วมกันที่จะมุ่งพัฒนาให้นักศึกษาแพทย์ทั้งหมดเป็น Nicotine-Free Generation Medical Students เมื่อวันครู 16 มกราคม 2569 และได้เริ่มมีการพัฒนานศพ.แกนนำร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) ที่คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนจากตัว นศพ.เอง
ธงแดงปลอดภัย...เปลี่ยนอโศก สู่ 'เมืองเดินได้ เดินดี เดินปลอดภัย'
อโศก-สุขุมวิท กลายเป็นต้นแบบเมืองเดินได้อย่างแท้จริง เมื่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการรณรงค์ใหญ่ “อโศกโมเดล” ด้วยการแจกและติดตั้ง “ธงแดง” ให้ประชาชนถือขณะเดินข้ามทางม้าลาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็ว หยุดรถ และเคารพสิทธิคนเดินเท้า เปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถนนจาก “รถ" เป็น “คนเดินปลอดภัย” อย่างยั่งยืน
สสส. ดึงพลังคนรุ่นใหม่ประกวดสื่อโฆษณาชวนเลิกบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า
สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จัดประกวดสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ช่องทางเลิกบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ชูพลังเยาวชนร่วมสร้างสื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ หลังพบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทยพุ่งอย่างต่อเนื่อง

