
ประเทศไทยเป็นดินแดนควรแก่การประดิษฐานและสืบอายุพระพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณ ราษฎรไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นพุทธศาสนิกชน ทั่้วประเทศมีวัดกว่า 20,000 วัด และพระสงฆ์กว่า 200,000 รูป แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในชาติ ความพิเศษยิ่งกว่านั้นพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอยู่ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงดำรงสถานะพระประมุขของประเทศ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตรยาธิราชทุกพระองค์ และพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเจริญรอยตามสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราชแห่งมหาจักรีราชวงศ์ที่ทรงตั้งมั่นพระราชหฤทัยเกื้อหนุน เกื้อกูล เผยแผ่ และธำรงไว้ ซึ่งการสืบทอดพระพุทธศาสนาของชาติให้ดำรงอย่างมั่นคงในผืนแผ่นดินไทย ผ่านพระราชกรณียกิจด้านการศาสนาที่พระองค์ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างเรื่อยมาอันเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาชาวไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ด้านศาสนา เป็นภาพที่ซาบซึ้งใจของราษฎรไทยเสมอมา

ดังเช่นวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา ภายหลังที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชที่พระอุโบสถ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ทรงพระดำเนินขึ้น-ลง พระบรมบรรพต (เจดีย์ภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ทางบันไดจำนวน จำนวน 688 ขั้น เพื่อทรงห่มผ้าองค์พระเจดีย์บรมบรรพต และสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
แม้เส้นทางที่ทรงพระดำเนินทางบันไดแต่ละขั้นจะเต็มไปด้วยความลาดชันด้วยความสูงจากฐานถึงยอด 63.6 เมตร หากแต่ด้วยพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยความศรัทธาในพระบวรพระพุทธศาสนา ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ทรงพระดำเนินขึ้นสู่ด้านบนพระเจดีย์บรมบรรพต ด้วยพระพักตร์อันสดใส

ความสำคัญของวัดศระเกศราชวรมหาวิหาร มิเพียงเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิสังขรณ์ และทรงให้ขุดคลองรอบเมืองขึ้นเท่านั้น หากแต่พระบรมบรรพตแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์บนยอดพระบรมบรรพต เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2497 และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2509
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพต เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2509 ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ อันเป็นประโยชน์โดยตรงแก่พสกนิกร เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2565 ที่ผ่านมา ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจที่จังหวัดอุบลราชธานี ทรงประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระประธานพระวิหาร “พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง” ณ วัดมหาวนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
“พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลามาช้านาน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลังของวัดมหาวนาราม และเพื่อให้พระพุทธรูปแห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปจึงดำเนินจัดสร้างฉัตรขาวขลิบทอง 5 ชั้น ถวายองค์พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง โดยได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระประธานพระวิหาร “พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง”เพื่อให้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวจังหวัดอุบลราชธานี และถวายเป็นพุทธบูชาสืบไป
นับตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาปฎิบัติพระราชกรณียกิจที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงถวายผ้าพระกฐินต้น ณ วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2563

เพื่อค้ำจุน เกื้อกูล พระพุทธศาสนาให้คงมั่นอยู่ในผืนแผ่นดินไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านการศาสนาอีกนานัปการ เช่น เสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินตามวัดต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ประวัติศาสตร์ไทยดำรงอยู่ได้ ด้วยมีสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เป็นหลักยึดเหนี่ยว ในหลวงทุกพระองค์อุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนาในทุกด้าน ธำรงความเป็นไทยจนทุกวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องใน “วันมหิดล”
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้ง และอักษรสาส์นตราตั้ง
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้ง และอักษรสาส์นตราตั้ง
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าฯ ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) พระราชทานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรการสอนภาษา-หัตถกรรมไทย ม.ฮานอย ก่อนเสด็จฯ กลับไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ โรงแรมแฟร์มอนต์ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะผู้ตามเสด็จถวายงานฝ่ายเวียดนาม และคณะผู้ตามเสด็จถวายงานฝ่ายไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานของที่ระลึก ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของนายโต เลิม (Mr. To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 14 – 16 กันยายน 2569
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลาอนุสาวรีย์วีรชนผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมแฟร์มอนต์ กรุงฮานอย (Fairmont Hanoi) โรงแรมที่ประทับ ไปทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน (Bac Son Martyrs’ Monument

