เปิดเบื้องลึก! ทำไมรัฐบาลล้ม 'รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน'

5 มิ.ย. 2569 – ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ฝันค้างทั้งเมือง! รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน “สะดุด” รัฐพับแผนซื้อคืนสัมปทาน

ใครที่กำลังรอใช้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีในราคา 40 บาทตลอดวัน คงต้องผิดหวังไม่น้อย เพราะล่าสุดมีข่าวออกมาแล้วว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมถอยจากแนวทางดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 2570 เป็นต้นไป

คำถามคือ… อะไรทำให้นโยบายที่เคยถูกเสนออย่างมั่นใจ ต้องสะดุดกลางทาง?

1.ต้องใช้เงินชดเชยจำนวนมาก

หากกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีไว้ที่ 40 บาทตลอดวัน ผู้โดยสารจะจ่ายถูกลงอย่างมาก สมมติว่าใน 1 วัน ใช้รถไฟฟ้า 3 เที่ยว เท่ากับจ่ายเฉลี่ยเพียงเที่ยวละ 13 บาท ซึ่งถูกกว่า 20 บาทตลอดสายเสียอีก

เมื่อรายได้จากค่าโดยสารลดลง รัฐจึงต้องจ่ายเงินให้เอกชนผู้รับสัมปทานจำนวนมาก และต้องจ่ายต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ปัญหาคือ รัฐไม่เคยเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า จะต้องใช้เงินเท่าใด และจะนำเงินจากไหนมาชดเชย จึงเกิดคำถามว่า นโยบายนี้จะกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคตหรือไม่?

2.จึงเกิดแนวคิด “ซื้อคืนสัมปทาน”

เมื่อพบว่าการจ่ายชดเชยอาจมีต้นทุนสูง รัฐจึงหันไปพิจารณาแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน
แนวคิดคือ เมื่อรัฐเป็นเจ้าของเอง ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยให้เอกชนอีก แต่แนวทางนี้กลับสร้างคำถามและปัญหาตามมาหลายข้อ

(1) ซื้อคืนในราคาที่เหมาะสมหรือไม่?

มีข่าวว่าการซื้อคืนสัมปทานอาจต้องใช้เงินถึง 140,000 ล้านบาท คำถามสำคัญคือ ตัวเลขนี้คำนวณมาได้อย่างไร และสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ หากจ่ายแพงเกินไป ย่อมถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

(2) เป็นการย้าย “ความเสี่ยง” จากเอกชนมาสู่รัฐหรือไม่?

ปัจจุบัน เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสาร แต่หากรัฐซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่ขาดทุนอยู่ เป็นการทำให้เอกชนไม่มีความเสี่ยงกับการขาดทุน อีกทั้ง รัฐจะจ้างเอกชนรายเดิมให้เดินรถและซ่อมบำรุงต่อไป ทำให้เอกชนมีรายได้ที่แน่นอน ไม่ต้องเสี่ยงกับจำนวนผู้โดยสาร ขณะที่ความเสี่ยงทั้งหมดกลับตกอยู่กับรัฐและผู้เสียภาษี

(3) เจรจายาก และอาจมีแรงต้าน

เอกชนย่อมต้องการขายในราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน ส่วนรัฐก็ต้องการซื้อในราคาที่ประชาชนยอมรับได้ เพียงประเด็นนี้ก็อาจใช้เวลาเจรจายาวนาน และต่อให้ตกลงราคากันได้ หากสังคมมองว่ารัฐจ่ายแพงเกินไป ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองตามมา

(4) รัฐไม่มั่นใจว่าจะเก็บค่าโดยสารได้คุ้มต้นทุน

แม้ค่าโดยสารที่ถูกลงจะดึงดูดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่จะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะชดเชยต้นทุนทั้งหมดหรือไม่ ทั้งค่าชดเชย ค่าเดินรถและซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าซื้อคืนสัมปทานที่ต้องผ่อนจ่ายในอนาคต ดูเหมือนว่ารัฐเองก็ยังไม่มีคำตอบที่มั่นใจ

3.ถอยจาก 40 บาทตลอดวัน เป็น 17- 45 บาท

เมื่อเห็นว่าการซื้อคืนสัมปทานจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ นานา รัฐจึงล้มแผนการซื้อคืนสัมปทาน พร้อมกับเตรียมที่จะประกาศใช้นโยบายค่าโดยสารทุกสายทุกสี 17- 45 บาท แทน 40 บาทตลอดวัน กล่าวคือ 17 บาท เป็นค่าแรกเข้า ซึ่งจะจ่ายเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่สายกี่สีก็ตาม ส่วน 45 บาท เป็นค่าโดยสารสูงสุด

ข้อดีคือ รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยน้อยลง โดยมีการประเมินว่าประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี แต่สำหรับประชาชนแล้ว ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าแนวคิด 40 บาทตลอดวัน หากสมมติว่าค่าโดยสารเฉลี่ยของอัตราค่าโดยสารใหม่อยู่ที่ 35 บาท/เที่ยว เทียบกับค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันที่เฉลี่ยเพียง 13 บาท/เที่ยว ก็หมายความว่าประชาชนอาจต้องจ่ายแพงขึ้นถึงประมาณ 169%

4.บทสรุป

นโยบายสาธารณะที่ดีไม่ใช่นโยบายที่ประกาศแล้วคนปรบมือดังที่สุด แต่คือนโยบายที่คิดมาครบตั้งแต่ต้นว่า จะทำจริงได้อย่างไร ใช้เงินเท่าไร ใครเป็นคนจ่าย และผลกระทบระยะยาวเป็นอย่างไร เพราะถ้าประกาศวันนี้ว่า “ได้แน่” แล้วอีกวันบอกว่า “ขอทบทวน” จากนั้นเปลี่ยนเป็น “ทำไม่ได้” สุดท้าย ประชาชนก็เริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังติดขัดคือแนวคิดที่ยังไม่ตกผลึก หรือการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จตั้งแต่แรก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ขบวนคนจนฯ” บุกกระทรวงคมนาคม ยื่นคัดค้านร่าง พ.ร.บ. TOD หวั่นเอื้อทุนใหญ่ไล่รื้อชุมชนริมราง

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย กว่า 600 คน บุกกระทรวงคมนาคม ยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ. TOD ชี้กระบวนการรับฟังความเห็นออนไลน์ของ สนข.

นายกฯ สั่งลุยต่อหลังคุยเจ้าสัว ถึงคิวเอสเอ็มอี จ่อเซ็นตั้ง 'กรอ.' ชุดใหม่

นายกฯ สั่งลุยเปิดเวทีรับฟังปัญหาเอกชนรายสาขาอย่างต่อเนื่อง เตรียมถกกลุ่ม SMEs คิวต่อไป 'เอกนิติ' ชงรูปแบบ 'บอร์ด กรอ.' ชุดใหม่ เน้นขนาดเล็กคล่องตัว คาด 'อนุทิน' ลงนามจัดตั้งเร็วๆ นี้

ตีปี๊บ 'กม.อำนวยความสะดวก' ฉบับใหม่ เอื้อปชช.-ผู้ประกอบการ เปิดทาง Super License

กฎหมายอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ผ่านสภาแล้ว หนุนประชาชนยื่นขออนุญาตง่าย รู้ผลเร็ว ลดเรียกเอกสารซ้ำ ดันระบบซูเปอร์ไลเซนส์ ลดขั้นตอนและต้นทุนผู้ประกอบการ