
อดีตเสนาธิการทหารเรือ ชี้ไทยรบเขมร รอบสามมีโอกาสเกิด หลังกัมพูชาเร่งสะสมอาวุธได้รถถังจีน เปิดไทม์ไลน์ประนอมภาคบังคับ ติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียสองปีจบ เทียบกรณีไทย เข้ากระบวนการ UNCLOS
14 มิ.ย.2569-พลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของวุฒิสภา ชุดปัจจุบัน ที่มีข้อเสนอให้มีการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เผยแพร่ไทม์ไลน์การประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS ระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียที่ใช้เวลาเจรจาประมาณสองปีถึงได้ข้อยุติ เทียบกับกรณี ที่รัฐบาลไทย แสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้กติกา UNCLOS
พลเรือเอกพัลลภ กล่าวถึงโอกาสเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชารอบสามว่า หากมองในฐานะนักการทหาร ที่สมัยรับราชการ ก็มีสมการง่ายๆว่า จะเกิดสงครามหรือการรบกัน ก็อยู่ที่ขีดความสามารถและความตั้งใจของอีกฝ่าย ถ้าแต่ละฝ่ายมีขีดความสามารถ ก็คือพร้อมแล้ว แข็งแรงแล้ว ถ้ามีความตั้งใจจะปะทะ ก็เกิดขึ้นมาได้ สองรอบที่ผ่านมา ขีดความสามารถเราคงที่ เรามีขีดความสามารถแต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปกระทบกระทั่งใคร
“มันขึ้นอยู่กับฝั่งนั้น(กัมพูชา)ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างการสั่งสมขีดความสามารถ ซึ่งหากถึงจุดหนึ่งอย่างที่เห็นมีการเอารถถังเข้ามา ถ้าเขาคิดว่าจำเป็นต้องมีการปะทะ มันก็เกิดการปะทะขึ้นมาได้ ก็คือสามารถจะเกิดขึ้นได้ในรอบที่สาม ซึ่งเท่าที่ติดตามข่าว มันเป็นเหมือนวงรอบของเขา เมื่อใดที่เขาใกล้จะเลือกตั้ง เขาก็ต้องหาจุดที่จะทำให้เห็นว่ายังจำเป็นต้องพึ่งฝ่ายพรรคการเมืองของเขาอยู่ อย่างหนึ่งที่จะทำให้มีการรวมใจคนของเขาได้คือเรื่องชาตินิยม แล้วบางทีเราก็เป็นเหยื่อ อย่างทำไมไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับเวียดนามบ้างหรือทางลาว ทำไมมาแต่ทางเรา ก็เพราะมันมีประเด็นมีเงื่อนไขได้ เช่นพื้นที่ชายแดนติดต่อกัน แล้วก็มีพื้นที่ซึ่งมันเหลื่อมๆ กันอยู่ ส่วนหากเกิดขึ้น แล้วจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ลำบาก แต่หลายคนก็บอกว่าขอให้เป็นรอบสุดท้าย”
สำหรับไทม์ไลน์ การประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS ระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย มีรายละเอียดดังนี้
– ติมอร์เลสเตหรือชื่อเดิมติมอร์ตะวันออกเพิ่งแยกตัวจากอินโดนีเซียประกาศเป็นประเทศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อ 20 พฤษภาคม 2545 (หลัง UNCLOS มีผลใช้บังคับเมื่อปี 2537)
– ติมอร์เลสเตและออสเตรเลียนั้นมีทะเลติมอร์คั่นกลาง ชายฝั่งจึงวางตัวในลักษณะตรงข้ามกัน (Opposite Coasts) มีระยะทางห่างกันระหว่าง 250 – 400 ไมล์ทะเล นอกชายฝั่งติมอร์เลสเต บริเวณTimor Trough ห่างชายฝั่งเพียง 50 ไมล์ทะเล จะอุดมด้วยปิโตรเลียม แอ่งสำคัญคือ Bonaparte Basin แต่แอ่งที่ใหญ่ที่สุดคือ Greater Sunrise อยู่ห่างชายฝั่งเพียง 73 ไมล์ทะเล
– พื้นที่พิพาททางทะเลระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียอยู่ห่างชายฝั่งทั้งสองประเทศหลายร้อยไมล์ทะเล พ้นพื้นที่ทะเลอาณาเขตและน่านน้ำภายในซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของประเทศออกไปไกลมาก
– ติมอร์เลสเตเรียกร้องกับออสเตรเลียให้มีการแบ่งเขตแดนทางทะเลที่ถาวร (Permanent maritime boundaries) แต่ออสเตรเลียปฏิเสธเรื่องการแบ่งเขตแต่ต้องการให้เป็นการแบ่งปันทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล
– จุดยืนเช่นนี้เทียบเคียงแล้ว ติมอร์เลสเตจะเหมือนกับไทยคือต้องการแบ่งเขตทางทะเลให้ชัดเจน ในขณะที่กัมพูชาจะเหมือนออสเตรเลียคือไม่ต้องการแบ่งเขตแต่ต้องการแบ่งปันทรัพยากรปิโตรเลียม
– ในเดือนมีนาคม 2545 เพียง 2 เดือนก่อนติมอร์เลสเตประกาศเอกราช ออสเตรเลียได้ถอนตัวออกจาก Timor Gap Treaty ซึ่งทำกับอินโดนีเซียเมื่อปี 2532 ในส่วนที่เกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลที่จะเปลี่ยนผ่านและสืบสิทธิต่อมายังติมอร์เลสเตที่อยู่ระหว่างเตรียมการประกาศเอกราช
– ไม่นาน หลังประกาศเอกราชแล้วไม่นานในปี 2545 ติมอร์เลสเตลงนาม Timor Sea Treaty กับออสเตรเลีย เนื้อหาทำนองเดียวกับ Timor Gap Treaty ระหว่างอินโดนีเซีย-ออสเตรเลียเพียงแต่เพิ่มสัดส่วนแบ่งปันผลประโยชน์จากปิโตรเลียมในพื้นที่ Joint Petroleum Development Area (JPDA) ให้ติมอร์เลสเตมากขึ้น หลังจากนั้นไม่นานในปี 2549 ติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียได้ทำสนธิสัญญา CMATS (Treaty on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea) โดยครอบคลุมแหล่งก๊าซธรรมชาติ Greater Sunrise ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์ฝ่ายละเท่าๆกันแบบ 50-50 และกำหนดให้มีการระงับชั่วคราว (Moratorium) ซึ่งการเจรจาเขตทางทะเลใดๆเป็นเวลา 50 ปี
– ต่อมาติมอร์เลสเตตรวจพบหลักฐานว่าเมื่อปี 2547 ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำร่างสนธิสัญญา CMATS นั้น ออสเตรเลียได้ทำการจารกรรมข้อมูลภายในเพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำสนธิสัญญา ดังนั้นติมอร์เลสเตจึงเรียกร้องขอยกเลิกสนธิสัญญาฉบับนี้ แต่ออสเตรเลียยืนกรานมาโดยตลอดว่า สนธิสัญญานี้ถูกต้องตามกฎหมายและยังมีผลบังคับใช้
– ในเดือนเมษายน 2556 ติมอร์เลสเตจึงยื่นคำร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวรระหว่างประเทศ (Permanent Court of
Arbitration) ที่กรุงเฮก เรียกร้องให้สนธิสัญญา CMATS เป็นโมฆะ
– 3 ธันวาคม 2556 ในระหว่างดำเนินการสอบสวน เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียบุกค้นสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมายของติมอร์เลสเตในกรุงแคนเบอรา และยึดเอกสารความลับรวมถึงคำแนะนำด้านกฎหมายต่างๆ ติมอร์เลสเตเรียกร้องในออสเตรเลียส่งคืนเอกสารเหล่านี้แต่ออสเตรเลียปฏิเสธ ติมอร์เลสเตจึงยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ว่าการกระทำของออสเตรเลียดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในมีนาคม 2557 ICJ มีคำตัดสินว่าออสเตรเลียไม่มีสิทธิกระทำการดังกล่าวหรือเข้าแทรกแซงกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายของติมอร์เลสเต หลังจากนั้นประมาณ 1 ปีออสเตรเลียจึงได้คืนเอกสารต่างๆที่ยึดไปให้แก่ติมอร์เลสเต
– เนื่องจากติมอร์เลสเตมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลที่ถาวรกับออสเตรเลีย ดังนั้นในกันยายน 2557 ติมอร์เลสเตจึงยอมตกลงระงับคดีการจารกรรมข้อมูลและคดีบุกยึดเอกสารจากสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อให้สามารถเดินหน้าเจรจาเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลกับออสเตรเลียให้ได้ แต่หลังจากปรึกษาหารือ 2 ฝ่ายเป็นเวลากว่า 6 เดือนก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้เพราะออสเตรเลียมุ่งแต่เรื่องการแบ่งปันปิโตรเลียมเท่านั้น โดยอ้างสนธิสัญญา CMATS ที่กำหนดให้มีการระงับชั่วคราว (Moratorium) ซึ่งการเจรจาเขตทางทะเลใดๆเป็นเวลา 50 ปี อย่างไรก็ตามติมอร์เลสเตยังพยายามประสานปรึกษาหารือกับออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี โดยระหว่างนั้นได้เตรียมทีมกฎหมายชั้นนำเพื่อให้คำปรึกษาถึงแนวทางผลักดันต่อสู้เรื่องเขตแดนทางทะเลกับออสเตรเลียที่ควรดำเนินการต่อไป
– ในพฤษภาคม 2558 การปรึกษาหารือสิ้นสุดลงโดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลได้ กระแสสังคมเริ่มกดดัน มวลชนทั้งในติมอร์เลสเตและในออสเตรเลียเองเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเร่งแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อ 22 มีนาคม 2559 มวลชนติมอร์เลสเตกว่า 10,000 คน ชุมนุมประท้วงรัฐบาลออสเตรเลียหน้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงดิลี มวลชนในออสเตรเลียเองส่งกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลของตนปฏิบัติต่อประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่าให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ
– 11 เมษายน 2559 รัฐบาลติมอร์เลสเตตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะเป็นชาติแรกในโลกที่จะเริ่มใช้การประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตาม UNCLOS ข้อ 298 ในการระงับปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลกับออสเตรเลีย โดยมีหนังสือแจ้งออสเตรเลียเพื่อเริ่มกระบวนการประนอมตาม UNCLOS พร้อมส่งสำเนาหนังสือแจ้งดังกล่าวให้เลขาธิการ UN เพื่อเป็นหลักฐาน รวมทั้งได้แต่งตั้งผู้ประนอม 2 คนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ภาคผนวก 5
– 2 พฤษภาคม 2559 ด้วยแรงกดดันกระแสสังคมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อีกทั้งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ (in good faith) และกอบกู้ภาพลักษณ์ที่เสียไปจากการกระทำที่ผ่านมาต่อติมอร์เลสเต ประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กเกิดใหม่และยากจนกว่า กรณีถูกจับได้ว่ากระทำจารกรรมข้อมูล และกรณีบุกยึดเอกสารในสำนักงานที่ปรืกษากฎหมาย รัฐบาลออสเตรเลียจึงตอบตกลงเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับกับติมอร์เลสเต อย่างไรก็ตามออสเตรเลียจะใช้สิทธิโต้แย้งในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ พร้อมกับแต่งตั้งผู้ประนอมอีก 2 คนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ภาคผนวก 5 หลังจากนั้นผู้ประนอมทั้ง 4 คนนี้ได้เลือกผู้ประนอมอีก 1 คนเพื่อทำหน้าที่ประธาน ซึ่งทำให้คณะกรรมาธิการประนอมมีครบจำนวน 5 คน
– คณะกรรมาธิการประนอมเริ่มประชุมเตรียมการเมื่อกรกฎาคม 2559 และจัดให้มีการรับฟังความเห็นสาธารณะ (Public hearing) ครั้งแรกเมื่อ 29 สิงหาคม 2559 ที่ Peace Palace กรุงเฮก และเมื่อ 19 กันยายน 2559 คณะกรรมาธิการประนอมแถลงคำวินิจฉัยว่ามีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกระบวนการประนอมต่อไปตาม UNCLOS ภาคผนวก 5
– กระบวนการประนอมจะใช้การประชุมลับกำหนดวงรอบทุก 1-3 เดือน สถานที่ประชุมจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามเมืองในประเทศต่างๆได้แก่ สิงคโปร์ วอชิงตันดีซี โคเปนเฮเกน กรุงเฮก บริสเบน เมลเบิร์น ซิดนีย์และกัวลาลัมเปอร์ โดยประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อ 10-13 ตุลาคม 2559 และประชุมครั้งสุดท้ายที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อ 19-23 กุมภาพันธ์ 2561 รวมประชุมประมาณ 15 ครั้ง และกระบวนการประนอมสิ้นสุดลงเมื่อติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียลงนามในสนธิสัญญาบรรลุข้อตกลงระหว่างกัน เมื่อ 6 มีนาคม 2561 ณ อาคารสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ค รวมใช้เวลาในกระบวนการประนอมทั้งสิ้นประมาณ 2 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หลักฐานชัด! อธิบดีกรมศิลป์เปิดภาพ 'หญิงห่มสไบ' ยุคทวารวดี เก่าแก่กว่า 1,300 ปี
อธิบดีกรมศิลปากรชวนชมประติมากรรมปูนปั้น “นักดนตรีสตรีห้าคน” อายุประมาณ 1,300 ปี ปรากฏภ
ตบหน้าเขมร! วธ. โชว์ภาพต้นฉบับ 'ชุดไทย' 120 ปี ประท้วงเวที MU Cambodia
วธ. ร่อนหนังสือประท้วงเวที Miss Universe Cambodia ละเมิดใช้ภาพ 'ชุดไทย' ฟิลม์กระจกมรดกความทรงจำโลก แฉเขมรลบลายน้ำกรมศิลป์
ทร.ชี้ไทย-เขมรส่อรอบ3
วุฒิสภาจัดเสวนา เกาะกูดสู่ความมั่นคงชายแดน ทหารดีใจ สว.ประสานอนุมัติงบสร้างถนนบนเกาะกูด ใช้ขนปืนใหญ่ข่มกัมพูชา "บิ๊ก ทร." ชี้ในฐานะมุมมองนักการทหารเชื่อว่ามีโอกาสปะทะแนวชายแดนรอบใหม่ เพราะเขมรค่อนข้างสูญเสียเยอะ มีการเสริมเขี้ยวเล็บวันใดวันหนึ่งอาจจะฮึดขึ้นมาอีกรอบ
ทหารเรือจับตาชายแดนตราด ชี้มีโอกาสปะทุอีกรอบ ลั่นพร้อมโต้กลับ
“ผบ.กก.รฝ.1” เผยสถานการณ์ชายแดนยังต้องเฝ้าระวัง ประเมินฝ่ายตรงข้ามอยู่ระหว่างเสริมขีดความสามารถ และมีโอกาสที่สถานการณ์จะปะทุขึ้นอีก ย้ำกองทัพเรื
'ทภ.2' แจงปม 'เขมร' ขุดคู-วางลวดหนาม เนิน 450 ช่องสะงำ
ทภ.2 แจง 'เขมรขุดคู-วางลวดหนาม' เนิน 450 ช่องสะงำ ชี้มีฐานทหารกัมพูชาอยู่ใกล้แนวเส้นปฏิบัติการของฝ่ายไทย 'กกล.สุรนารี' จับตาใกล้ชิด ย้ำไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง-ปกป้องอธิปไตย

